พระนครคีรี

การจัดแสดง


โบราณวัตถุในนิทรรศการ

|
603 ครั้ง
|
blog_2
โต๊ะทรงคำนวณ

          โต๊ะทรงคำนวณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำจากไม้สัก หน้าโต๊ะติดกระดานชนวนสามารถปรับตั้งขึ้นมาได้ มีลิ้นชักสองข้าง ขาโต๊ะเป็นขาคู้ มีการกลึงขอบให้กลมมนหรือเหลี่ยมอย่างประณีตซึ่งเป็นการตกแต่งที่เป็นที่นิยมในยุควิคตอเรียของประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2380 - 2444 / ค.ศ. 1837 - 1901) และตกแต่งด้วยการลงรักปิดทอง เนื่องจากโต๊ะตัวนี้ได้รับการออกแบบและทำขึ้นมาอย่างดี สามารถใช้งานได้ดีและมีความสวยงาม จึงอาจเป็นของที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นเพื่อทรงใช้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ การคำนวณด้านคณิตศาสตร์ เป็นต้น
          งานเครื่องเรือนแบบตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศตั้งแต่ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ 4 ที่ทรงติดต่อกับชาติตะวันตกเพิ่มมากขึ้น ทำให้อิทธิพลศิลปะตะวันตกเข้ามามีบทบาทต่อศิลปะไทยเป็นอย่างมาก โดยมีตัวอย่างที่เด่นชัดคือ ทรงโปรดให้สร้างหมู่พระที่นั่งหลายแห่งเป็นแบบตะวันตก เช่นพระที่นั่งในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ และพระนครคีรี เป็นต้น ด้วยเหตุที่ทรงโปรดให้สร้างพระที่นั่งแบบตะวันตก จึงยังทรงโปรดให้ใช้เครื่องเรือนเป็นแบบตะวันตกด้วย
          โต๊ะทรงคำนวณนี้เป็นโบราณวัตถุที่ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร
 
  
ลูกโลกจำลอง

          ลูกโลกจำลอง เป็นเครื่องมงคลราชบรรณาการที่สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร โปรดฯ ให้ เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง นำเข้ามาถวายเมื่อคราวที่อัญเชิญพระราชสาสน์จากสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย มาเจริญพระราชไมตรีกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพ.ศ. ๒๓๙๘ ประกอบด้วยลูกโลกจำนวน 2 ลูก ลูกหนึ่งแสดงพื้นผิวโลก (Terrestrial Globe) อีกลูกหนึ่งแสดงตำแหน่งดาวบนท้องฟ้า (Celestial Globe)
          เครื่องมงคลราชบรรณาการ หมายถึง สิ่งของเครื่องใช้อันเป็นมงคลที่ส่งไปเพื่อเป็นบรรณาการหรือเป็นของขวัญอันแสดงถึงสัมพันธไมตรีระหว่างพระมหากษัตริย์หรือประมุขของประเทศ ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อมีการส่งราชทูตไปยังราชสำนักต่างประเทศ หรือมีราชทูตจากต่างประเทศมาเยือนราชสำนัก ก็จะมีการถวายเครื่องมงคลราชบรรณาการนี้ เป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมา หลักฐานที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการถวายเครื่องมงคลราชบรรณาการมีอยู่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงแต่งตั้งให้ เชอวาลิเอร์ เดอโชมองต์ เป็นราชทูตเชิญพระราชสาสน์ของพระองค์มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยออกจากท่าเรือเมือง เบรสต์ เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ และได้เข้ามาถึงปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ปีเดียวกัน เมื่อขบวนเรือราชทูตมาถึง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้จัดกระบวนเรือต้อนรับคณะราชทูตอย่างยิ่งใหญ่   สิ่งของที่คณะราชทูตฝรั่งเศสนำมาถวายพระเจ้ากรุงสยาม  คือ  กระจกเงาหนึ่งพันบาน  อำพันเม็ดสิบสองปอนด์  กระจกแก้วสีสามร้อยแผ่น  ปืนคาบศิลาหนึ่งร้อยกระบอก  นาฬิกาแขวนสองเรือน  อานม้าหนังตะทองคำสิบอาน ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ ปัจจุบันได้หายสาบสูญไปจนหมดแล้ว   
          ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ชาติตะวันตกได้พยายามเข้ามาฟื้นฟูสัมพันธไมตรีที่ขาดช่วงไปภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเปิดกว้างมีพระราชไมตรีกับชาติมหาอำนาจตะวันตก
          ลูกโลกจำลองที่นำมาจัดแสดงนี้เป็นลูกโลกจำลองแสดงพื้นผิวโลก (Terrestrial Globe) ซึ่งมีป้ายของผู้ผลิตกำกับบนลูกโลกว่า

MALBY’S
Terrestrial Globe
Compiled from the latest of most authentic Sources
INCLUDING ALL THE RECENT
GEOGRAPHICAL DISCOVERIES
Manufactured & Published under the superintendence of the
SOCIETY FOR THE DIFFUSION OF USEFUL KNOWLEDGE
BY THOs MALBY & SON.
Map & Globe Sellers to the Admiralty
St. Parker Street.  Little Queen Street . Holborn
LONDON JANY 1st 1855.
 
          และที่กรอบไม้ มีแผ่นป้ายทองเหลืองจารึกข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า

This pair of Globes
Presented by Her Majesty the Queen of the United Kingdom of Great Britain and Ireland
To
His Majesty Phra Bard Somdetch Phra Paramendr Maha Mongkut Phra Chom Klau Chou yu Hua the first King of Siam and its Dependencies

          แปลได้ว่า ลูกโลกคู่นี้ ถวายโดยสมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ แด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งสยามและประเทศราช
          แต่เดิมภาพที่อยู่บนลูกโลกนั้นไม่ได้ปรากฎมานาน กระทั่งพระยาประสาทธาตุการย์ (กิมปี๊ ประนิช) จากกรมแยกธาตุ (ปัจจุบันคือกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) คิดค้นน้ำยาและนำมาล้าง ทำให้มองเห็นภาพของลูกโลกได้
          เชื่อกันว่าลูกโลกจำลองทางภูมิศาสตร์ที่เก่าที่สุดถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยคราเตสแห่งมอลลัส (Crates of Mallus) นักปรัชญาและนักภาษาศาสตร์ชาวกรีก ราว พ.ศ. 393 - 373 ( ราว 150 - 170 ปีก่อนคริสตกาล) แต่ลูกโลกจำลองทางภูมิศาสตร์ที่ยังเหลืออยู่ที่เก่าที่สุดถูกประดิษฐ์โดยมาร์ติน เบไฮม์ (Martin Behaim) นักเดินเรือและนักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน เมื่อ พ.ศ. 2035 (ค.ศ. 1492)
          ลูกโลกจำลองชิ้นนี้เป็นโบราณวัตถุที่ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร
 

ฉลองพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

          เป็นฉลองพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเสื้อนอกแบบยุโรป ทำด้วยผ้าสักหลาดสีน้ำตาลอ่อน มีผ้าซับในสีดำ คอตั้ง แขนยาว ผ่าหน้า ปักดิ้นเงินโลหะบริเวณข้อมือ และด้านหน้าของฉลองพระองค์เป็นลายใบและผลโอ๊ก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฉลองพระองค์ที่สั่งตัดมาจากต่างประเทศ เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีการทำฉลองพระองค์ในลักษณะนี้มาก่อน
           พระภูษาทรงของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นราชพัสตราภรณ์ที่จัดทำขึ้นอย่างงดงาม เพื่อให้สมพระเกียรติยศ ด้วยความวิจิตรประณีตของผืนผ้า ลวดลายชั้นสูงและการใช้วัสดุมีค่าสูงสุดในการผลิต เช่นไหมทองคำทอสอดแทรกเป็นเนื้อผ้าหรือเขียนสีทองลงบนผ้าให้เกิดลวดลายสวยงามซึ่งต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างยิ่ง
          สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีการแต่งตำราว่าด้วยเครื่องต้น เครื่องทรงสำหรับพระมหากษัตริย์ในการเสด็จออกงานพระราชพิธีต่าง ๆ แตกต่างกันไปเป็นการเฉพาะ เช่นเสด็จออกแขกเมือง เสด็จฯไปพระราชทางเพลิงศพ เสด็จฯพระพุทธบาท เสด็จฯไปวัดพระศรีสรรเพชญ์ ทรงพระมหาพิชัยราชรถและเรือพระที่นั่งกิ่งไปพระราชทานกฐิน เครื่องพระพิชัยสงครามสำหรับขนช้าง
          การแต่งกายในราชสำนักสยามสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เริ่มได้รับอิทธิพลของชาติตะวันตก ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 และเด่นชัดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องด้วยราชสำนักสยามในเวลานั้นมุ่งหมายแสดงความเป็นอารยะให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ หากแต่การแต่งกายในพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ยังคงไว้ซึ่งธรรมเนียมการแต่งกายตามโบราณราชประเพณี
          ฉลองพระองค์องค์นี้ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี
 

ไม้จำหลักตรามงกุฎ

          สันนิษฐานว่าเป็นแท่นพิมพ์ไม้สำหรับพิมพ์ลายบนผ้ากราบสำหรับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายแด่พระสงฆ์ จำหลักเป็นตรามงกุฎขนาบข้างด้วยพานใส่สมุด และลูกแก้ว ขอบนอกเป็นฉัตร 7 ชั้น ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรงกลางเว้นว่างไว้ คาดว่าน่าจะเป็นกรอบสำหรับใส่ข้อความที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามโอกาสต่าง ๆ
          ผ้ากราบ คือ ผ้าที่พระสงฆ์และสามเณรใช้รองมือในการกราบพระ มีขนาดใหญ่ มักพาดไว้บนบ่าซ้ายเป็นเครื่องประกอบสำหรับยศ ปัจจุบันไม่นิยมใช้กันแล้ว มีขนาดเล็กลง และใช้ในการรับประเคนของจากสตรีแทน
          ตรามงกุฎซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ มาจากพระนามเดิม คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ ทำให้ตราประจำพระองค์เป็นรูปมงกุฎ ขณะที่สมุดและลูกแก้วมาจากพระนาม โดยตรามงกุฎนี้จะปรากฏอยู่ที่วัดหรือสิ่งก่อสร้างที่โปรดฯ ให้สร้างขึ้นหลายแห่ง เช่น หน้าบันของพระวิหาร วัดพระแก้วน้อย พระนครคีรี หน้าบันของพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร และหน้าบันของวิหารพระศาสดา วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
          ไม้จำหลักตรามงกุฎนี้เป็นโบราณวัตถุที่ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี
 
  
นาฬิกาแดด

          เป็นเครื่องมือโลหะที่สร้างขึ้นสำหรับการคำนวณเวลาโดยใช้แสงอาทิตย์ ฐานล่างอยู่ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถัดขึ้นมาเป็นฐานที่รองรับตัวนาฬิกาซึ่งอยู่ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าเช่นเดียวกัน แต่ตั้งอยู่ในแนวเฉียงกับฐานล่าง ตัวนาฬิกาอยู่ในผังครึ่งวงกลมซึ่งประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นหน้าปัดบอกเวลา (Dial) เป็นฉากรับเงาที่เกิดจากสันกำเนิดเงา โดยทั่วไปจะมีสเกลแบ่งเวลาเป็นชั่วโมง เช่นเดียวกับนาฬิกาทั่ว ๆ ไป และ สันกำเนิดเงา (Gnomon) ตั้งชี้เข้าหาจุดขั้วฟ้าในแนวทิศเหนือ - ใต้ มีหน้าที่กำเนิดเงาแทนเข็มนาฬิกา
          ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีการใช้งานนาฬิกาแดดตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พบว่ามีใช้กันมานานแล้วในอียิปต์และบาบิโลเนีย ก่อนจะส่งอิทธิพลให้กรีกในเวลาต่อมา สำหรับนาฬิกาแดดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยถูกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยพระนิเทศชลธี (Captain Alfred John Loftus) นายทหารเรือนอกราชการชาวอังกฤษที่เข้ามารับราชการ และเป็นเจ้ากรมอุทกศาสตร์ท่านแรกของสยาม ปัจจุบันนาฬิกาแดดที่พระนิเทศชลธีสร้างขึ้นตั้งอยู่ที่ลานด้านหน้าพระอุโบสถ วัดนิเวศธรรมประวัติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
          สำหรับนาฬิกาแดดที่นำมาจัดแสดงนี้ เป็นโบราณวัตถุที่ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี
 

จานกระเบื้อง

          เป็นจานทรงกลม สีขาว เนื้อกระเบื้อง มีตรารูปมงกุฎ 1 รูป สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเครื่องราชูปโภคของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือโปรดฯ ให้สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากต่างประเทศ เพราะมงกุฎเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จากการที่ต้องติดต่อกับชาติตะวันตกมากขึ้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ราชสำนักไทยเริ่มนิยมเครื่องถ้วยจากตะวันตก อันทำให้วันธรรมในด้านชีวิตความเป็นอยู่เริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหาร นั่นคือ มีการนั่งโต๊ะแบบตะวันตก ใช้ช้อนส้อม เครื่องถ้วยชามเริ่มมีรูปแบบแปลกๆเพิ่มขึ้น เช่น มีชุดกาแฟ เหยือกน้ำ ชามอ่าง สำหรับใส่เหล้า ผลไม้ แจกันแบบต่างๆเพื่อใช้ประดับโต๊ะและห้องต่างๆ
          จานใบนี้เป็นโบราณวัตถุที่ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี


ชามแก้วและจานรอง
 
          ทำจากแก้วเจียระไน มีตรามงกุฎสีทองซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเครื่องราชูปโภคในพระองค์ หรือโปรดฯ ให้สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ขอบปากของชามแก้วบิ่นเล็กน้อย
          การใช้แก้วเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเป็นการใช้แก้วธรรมชาติ หรือหินภูเขาไฟที่มีชื่อว่า หินออบซิเดียน กลุ่มคนชาติแรก ๆ ที่พบว่ามีการใช้แก้วที่แท้จริง คือ ชาวซีเรีย เมโสโปเตเมีย และอียิปต์โบราณ
ชุดชามแก้วและจานรองชุดนี้เป็นโบราณวัตถุที่ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี
 

เงินพดด้วง
         
          เงินพดด้วงทำจากเงิน ทุบปลายทั้งสองข้างเข้าหากัน รูปร่างเหมือนกระสุนปืนโบราณ เป็นเงินตราของไทยที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะนั้นการค้ากับต่างประเทศมีมากขึ้น จึงมีพระราชดำริให้ทำเบี้ยทองแดงจากประเทศอังกฤษมาเป็นตัวอย่าง 3 ชนิด ในปี พ.ศ. 2378 แต่เมื่อทอดพระเนตรแล้วไม่โปรดในลายตรา จึงมิได้นำออกใช้ และยังทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำเหรียญรูปกลมแบนอย่างสากล แต่ยังไม่สำเร็จก็เปลี่ยนรัชกาล ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบบเศรษฐกิจของสยามมีการขยายตัวมากขึ้นเนื่องจากการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ทำให้ผลิตเงินพดด้วงออกมาใช้ในระบบไม่ทัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้ผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นมาใช้ควบคู่ไปกับเงินพดด้วง ต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2447 จึงได้มีประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วงเป็นการถาวร และให้ใช้เหรียญกษาปณ์ตามแบบของยุโรปแทน
          เงินพดด้วงที่นำมาจัดแสดงมีอยู่ 2 แบบคือ
1. เงินพดด้วงตราครุฑกับจักรซึ่งผลิตขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
2. เงินพดด้วงตรามงกุฎกับจักรซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะผลิตขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยเป็นโบราณวัตถุที่ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี
 

เหรียญกษาปณ์
  
          เหรียญกษาปณ์คือ เงินตราที่ทำจากโลหะประเภทต่าง ๆ เช่น ทองคำ ทองแดง และดีบุกซึ่งมีค่าในตัวเอง โดยแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1. เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน (Circulated coins) เป็นเหรียญที่ใช้หมุนเวียนกันอยู่ในชีวิตประจำวัน
2. เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก (Commemorative coins) เป็นเหรียญกษาปณ์ที่ผลิตออกใช้ในวโรกาสและโอกาสที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือเหตุการณ์ระหว่างประเทศ โดยจัดทำ 2 ประเภทคือ ขัดเงา และไม่ขัดเงา
          ข้อแตกต่างระหว่างเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกก็คือการวางลวดลายด้านหน้าและด้านหลัง โดยเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนจะวางลวดลายแบบ American Turning ซึ่งจะต้องพลิกดูลวดลายด้านหลังในแนวดิ่ง สำหรับเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกได้จัดวางลวดลายแบบ European Turning ซึ่งจะต้องพลิกในแนวนอนเพื่อดูลวดลายด้านหลัง
3. เหรียญที่ระลึก (Medal) เป็นเหรียญที่ผลิตขึ้นเนื่องในวโรกาสและโอกาสที่สำคัญต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างจากเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ตรงที่จะไม่มีราคาหน้าเหรียญ เนื่องจากไม่ใช่เงินตราที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
          การผลิตเหรียญกษาปณ์เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงดำริเห็นว่าเงินพดด้วงใช้งานยากและปลอมแปลงได้ง่าย จึงมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนรูปเงินตราของไทยจากเงินพดด้วงเป็นเงินเหรียญ ในปี พ.ศ. 2399 ต่อมาในปี พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตที่ไปติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียที่ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ได้จัดส่งเครื่องทำเหรียญเงินขนาดล็กเข้ามาถวายทำงานด้วยแรงงานคนโดยใช้วิธีแรงอัดเป็นราชบรรณาการ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้จัดทำเหรียญกษาปณ์จากเครื่องจักรขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกกันว่า “เหรียญเงินบรรณาการ” ในขณะเดียวกันคณะทูตก็ได้สั่งซื้อเครื่องจักรทำเงินชนิดแรงดันไอน้ำ จากบริษัทเทเลอร์ เข้ามาในปี 2401 และหลังจากนั้นก็ได้ตั้งโรงกษาปณ์สิทธิการขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2403 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราจากเงินพดด้วง เป็นเหรียญกษาปณ์แบบในปัจจุบัน
          เหรียญกษาปณ์ที่นำมาจัดแสดงนี้ ประกอบไปด้วย
1. เหรียญเงินตราที่ใช้ในการซื้อขายสินค้า ด้านหน้าเหรียญจะมีตราพระมหาพิชัยมงกุฎขนาบด้วยฉัตร 5 ชั้น ด้านหลังเป็นรูปจักรมีช้างอยู่ตรงกลางวงจักร
2. เหรียญเงินบรรณาการ ซึ่งผลิตในปี พ.ศ. 2401
3. เหรียญที่ระลึกตรามงกุฎ มีตัวหนังสือว่า “กรุงเทพฯ”
โดยเป็นโบราณวัตถุซึ่งขอยืมมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี