พระนครคีรี

การจัดแสดง


ห้องที่ ๑ พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช

|
156 ครั้ง
|
blog_2

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช

     พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ ๔) ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำตรงกับวันที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๔๗ ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในขณะที่พระบรมชนกนาถ ดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระมหาอุปราช 

     พระราชชนนี คือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงมีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมพระศรีสุดารักษ์ พระเจ้าพี่นางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) เมื่อทรงดำรงตำแหน่งพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และประสูติพระราชโอรสแล้ว พระราชโอรสจึงทรงดำรงพระยศ “สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้า” มาตั้งแต่แรก ทรงได้รับพระราชทานเกียรติยศอย่างพระราชกุมารมาแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยทรงเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้ประกอบพระราชพิธีลงสรง อันเป็นธรรมเนียมโบราณมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในปีวอก พุทธศักราช ๒๓๕๕ โดยในคราวเดียวกันนี้ โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

     “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ สมมติเทวาวงศ์ พงศ์อิศวรกษัตริย์ ขัตติยราชกุมาร”

     สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงได้รับการศึกษาอบรมอย่างขัตติยราชทุกประการตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยศึกษาอักขรสมัยในสำนักของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) วัดโมฬีโลกยราม ครั้นพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา พระบรมชนกนาถ โปรดเกล้าฯ ให้คุมกองทัพและเสบียงไปรับชาวมอญที่เมืองกาญจนบุรี โดยมีพระสัมพันธวงศ์เธอกรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระปิตุลา ตามเสด็จ

     พุทธศักราช ๒๓๕๙ พระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา ทรงเข้าพิธีโสกันต์ ซึ่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ โปรดเกล้าฯ ให้จัดเป็นพระราชพิธีอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ประทับจำพรรษา ณ วัดมหาธาตุยุวราชสฤษฎิ์ ทรงบรรพชาอยู่ ๗ เดือนจึงลาสิกขาบท และรับการศึกษาความรู้ต่าง ๆ ตามราชประเพณีสำหรับพระราชกุมาร ได้ทรงบัญชาการมหาดเล็ก กระทั่งพระชนมายุ ๑๘ พรรษา จึงเสด็จออกไปประทับ ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี 

     ในปีวอก พุทธศักราช ๒๓๖๗ พระชนมายุ ๒๑ ปี เสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงได้รับพระนามฉายาว่า “วชิรญาโณ” เสด็จไปจำพรรษา ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร) ได้ ๑๕ วัน สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประชวรและเสด็จสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดีและข้าราชการทั้งหลายได้พร้อมใจกันทูลเชิญ พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยขึ้นสืบราชสมบัติต่อ สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ จึงทรงพระผนวชต่อมาตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓)

     ในช่วงแรก พระองค์ทรงจำพรรษาอยู่ที่วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร (วัดสมอราย) ทรงศึกษาอบรมวิปัสสนาธุระ ก่อนจะทรงย้ายกลับมาจำพรรษาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ทรงศึกษาภาษาบาลี พระปริยัติธรรม และทรงสอบได้เปรียญ ๕ ประโยค เชี่ยวชาญรอบรู้พระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งให้เจ้าฟ้ามงกุฎทรงดำรงตำแหน่งแม่กองสนามหลวงสอบภาษาบาลี และพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ก่อนจะทรงเสด็จกลับมาจำพรรษาที่วัดราชาธิวาสราชวรวิหารอีกครั้ง ในครั้งนี้ พระองค์ได้ชำระวัตรปฏิบัติของสงฆ์เสียใหม่ และจัดตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นด้วย

     ในพุทธศักราช ๒๓๗๙ เมื่อพระชนมายุ ๓๒ พรรษา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาราธนาพระองค์ให้เสด็จมาเป็นเจ้าอาวาสครองวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงตั้งสำนักสอนภาษาบาลี ส่งสมณทูตไปสืบพระไตรปิฎกที่ลังกา คิดค้นตัวอักษรอริยกะ รวมถึงทรงตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหารด้วย

     การเสด็จออกผนวชของสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ นับเป็นช่วงเวลาสำคัญในพระชนมชีพของพระองค์ช่วงเวลาหนึ่ง กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาที่ทำให้พระองค์ทรงศึกษาทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างแตกฉาน โดยเฉพาะทางธรรม ซึ่งทรงแตกฉานอย่างลึกซึ้งในพระบาลี ขณะเดียวกันในทางโลก ทรงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในราชอาณาจักรสยามที่สนใจต่อวิทยาการตะวันตก โดยทรงศึกษาภาษาอังกฤษจาก ดร.แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) ดร.เรโนลด์ เฮาส์ (Samuel Reynolds House) และมิสเตอร์เจสซี แคสเวลล์ (Jesse Caswell) จนทรงเข้าพระทัยและใช้การได้ด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ ในระหว่างทรงผนวช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตามหัวเมือง เช่น เมืองนครปฐม และสุโขทัย ทำทรงค้นพบหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายประการ เช่น ทรงพบศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๖ ความสนพระทัยใฝ่แสวงหาความรู้ของพระองค์ในระหว่างทรงผนวชนี้ นับเป็นปัจจัยอันสำคัญ ที่จะทรงนำมาเป็นรัฐฎาภิปาลโนบายในการปกครองราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ชาติตะวันตก กำลังแผ่อิทธิพลอยู่อย่างกว้างขวาง

     พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๔ พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จึงกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์ เจ้าฟ้ามงกุฎจึงทรงลาผนวชและเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๔ โดยมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๙๔ และในเวลาต่อมา พระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานบวรราชาภิเษกสถาปนาสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชอนุชา ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒ ของแผ่นดิน พระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

     เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่สำคัญมากมายในหลายด้าน และนำพาประเทศไปสู่ความเป็นอารยะในทรรศนะของชาวตะวันตก หนึ่งในนั้นคือพระราชกรณียกิจด้านดาราศาสตร์ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นนักดาราศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญมากพระองค์หนึ่ง ทรงทำนายการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงไว้ล่วงหน้าถึง ๒ ปี ในพุทธศักราช ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราชได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่พระองค์ทรงคำนวณไว้ ซึ่งเป็นไปตามที่ทรงคำนวณ

     ภายหลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับจากหว้ากอแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงพระประชวรเนื่องจากไข้ป่า กระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ สิริพระชนมพรรษาได้  ๖๕ พรรษา ทรงครองสิริราชสมบัติได้ ๑๘ปี  มีพระราชโอรสธิดารวม ๘๒ พระองค์ เป็นต้นราชสกุลเนื่องในรัชกาลที่ ๔ รวม ๒๘ ราชสกุล


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชโอรส - ธิดาในพระองค์