พระนครคีรี

การจัดแสดง


ห้องที่ ๒ เริ่มต้นที่ล้นเกล้าฯ ตอนที่ ๑

|
68 ครั้ง
|
blog_2

เริ่มต้นที่ล้นเกล้าฯ ตอนที่ ๑


สวมเสื้อเข้าเฝ้า


เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ประทับยืนหน้าพระที่นั่งกับข้าราชบริพารและทหารองครักษ์ที่แต่งกายแบบตะวันตก

     ภายหลังจากที่ทรงรับราชสมบัติในเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๔ แล้ว ก่อนบรมราชาภิเษกจะมีขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสอันสำคัญเรื่องหนึ่ง ความปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า

     “...ดูคนที่ไม่ได้สวมเสื้อเหมือนเปลือยกาย ร่างกายจะเป็นเกลื้อนกลากก็ดี หรือเหงื่อออกมาก็ดี โสโครกนัก ประเทศอื่น ๆ ที่เป็นประเทศใหญ่เขาก็สวมเสื้อหมดทุกภาษา เว้นเสียแต่ละว้าลาวชาวป่าที่ไม่ได้บริโภคผ้าผ่อน เป็นมนุษย์อย่างต่ำ ก็ประเทศสยามนี้ก็เป็นประเทศใหญ่ รู้ขนบธรรมเนียมมากอยู่แล้ว ไม่ควรจะถือเอาอย่างโบราณที่เป็นชาวป่ามาก่อน ขอท่านทั้งหลายจงพร้อมใจกันสวมเสื้อเข้ามาในที่เฝ้าจงทุกคน...”
     พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ โดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)

     ถือเป็นครั้งแรกที่ขุนนางข้าราชการ ต้องสวมเสื้อเข้าเฝ้า เพราะก่อนหน้านี้ บรรดาเจ้านาย ขุนนางที่จะต้องเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินในเวลาเสด็จออกว่าราชการนั้น ห้ามมิให้สวมเสื้อ ด้วยกลัวว่าจะมีการซ่อนอาวุธไว้กับตัว กระทั่งมีระเบียบดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการพัฒนาด้านเครื่องแต่งกาย ซึ่งมีอยู่แล้วแต่ก่อน ไปสู่การเป็นเครื่องแบบของข้าราชการในเวลาต่อมา

     พระราชกรณียกิจดังกล่าว นับเป็นพระราชกรณียกิจแรกในรัชสมัย จากนั้นพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมอื่น ๆ ต่อ เช่น การพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชาวต่างชาติยืนเฝ้าได้ในท้องพระโรง การชักธงชาติและธงประจำพระองค์ และประการที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ การเลิกธรรมเนียมให้บ้านเรือนสองข้างทางปิดประตูหน้าต่าง รวมถึงมีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าได้อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์ร้องเรียนได้ ณ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เดือนละ ๔ ครั้ง อาจกล่าวได้ว่าในรัชสมัยของพระองค์ พระมหากษัตริย์และประชาชนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น
         
 
ราชกิจจานุเบกษา สิ่งพิมพ์แรกโดยคนไทย


หนังสือ “ราชกิจจานุเบกษา” ซึ่งพิมพ์ประกาศ ข่าวสารต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสารและประกาศของทางราชการ

     ในพุทธศักราช ๒๔๐๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ออกหนังสือฉบับหนึ่ง ใช้ชื่อว่า “ราชกิจจานุเบกษา” อันมีความหมายว่า “ที่เพ่งดูราชกิจ”  สำหรับพิมพ์ประกาศ ข่าวสารต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสารและประกาศของทางราชการ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการออกมาในเรื่องต่าง ๆ ทุกด้าน ทั้งด้านการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม เป็นต้น

     ประกาศ พระราชบัญญัติ หรือกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นสภาพวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในรัชสมัยของพระองค์อย่างเห็นได้ชัด เพราะประกาศเหล่านั้นมีลักษณะเป็นข้อความที่เข้าใจง่าย แสดงถึงความอาทรห่วงใย หรือเป็นโอวาทแนะนำสั่งสอนประชาชนในเรื่องต่าง ๆ เช่น ประกาศตักเตือนไม่ให้ทิ้งซากสัตว์และสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง ประกาศแนะนำการก่อเตาไฟในครัวแบบใหม่ เพื่อไม่ให้เชื้อเพลิงลุกลามจนเกิดไฟไหม้ ประกาศแนะนำให้ปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ ประกาศคุ้มครองไม่ให้นายเงินกดขี่ข่มเหงไพร่ ทาส หรือพยายามหน่วงเหนี่ยวมิให้ทาสไถ่ถอนตนเป็นอิสระ ประกาศแนะนำให้ราษฎรระวังรักษาบ้านเรือน หรือพระราชบัญญัติลดเงินนาคู่โค และอื่น ๆ อีกมากมาย

     ในครั้งนั้น หนังสือ “ราชกิจจานุเบกษา” ออกมาได้เพียงปีเศษ ก็ต้องหยุดชะงักไปด้วยพระราชกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีมากขึ้น และได้รับการดำเนินการต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๑๗ กระทั่งถึงปัจจุบัน นับเป็นหนังสือราชการที่มีอายุมากที่สุดของประเทศไทย และเป็นหลักฐานสำคัญอันแสดงให้เห็นระเบียบวิธีการปกครองบ้านเมือง ที่มีการพัฒนาเมื่อกว่าศตวรรษที่แล้ว
 

เพิ่มพุทธในพิธีกรรม


เขาไกรลาส ในพระราชพิธีโสกันต์

     ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือเจ้าฟ้ามงกุฎในขณะนั้น ได้ทรงออกผนวชถือครองสมณเพศเป็นเวลานานกว่า ๒๗ ปี ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) พระองค์ทรงศึกษาวิชาความรู้ทางพระพุทธศาสนา และภาษาบาลีหรือภาษามคธแตกฉาน พระราชกรณียกิจของพระองค์ในด้านการศาสนาจึงถือได้ว่าเริ่มต้นขึ้นมาแต่ครั้งยังทรงผนวชแล้ว

     พระราชกรณียกิจในด้านการศาสนาของพระองค์มีมากมายหลายประการ ทรงปรับเปลี่ยนพระราชพิธีภายในราชสำนักเสียใหม่ จากเดิมที่มีเพียงพิธีพราหมณ์ ก็ทรงนำเอาพิธีทางพุทธศาสนาเข้าไปเสริม เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีโสกันต์ รวมถึงทรงริเริ่มให้มีการบูชาพระรัตนตรัยเป็นพิเศษในวันสำคัญทางพุทธศาสนาด้วย เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา เป็นต้น

     พระราชกรณียกิจด้านศาสนาที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย  ซึ่งยึดถือการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ และศึกษาทำความเข้าใจในพระไตรปิฎกให้แตกฉาน นับเป็นการปฏิรูปพระพุทธศาสนาในสยามสมัยนั้น ที่วัตรปฏิบัติของพระสงฆ์หย่อนยานลงเป็นอย่างมาก

     นอกจากนี้ ยังทรงสร้างวัดหลายแห่งที่ยังคั่งค้างมาแต่ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เสร็จเรียบร้อย และบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม ทั้งในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองต่าง ๆ กว่า ๔๐ แห่ง เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดชนะสงคราม วัดราชโอรสาราม วัดสระเกศ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดปรินายก และวัดปทุมคงคา ทั้งยังโปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นใหม่อีก ๕ วัด ได้แก่ วัดบรมนิวาส วัดโสมนัสวรวิหาร วัดปทุมวนาราม วัดมกุฏกษัตริยาราม และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม อันเป็นวัดประจำรัชกาลด้วย
 

ทรงอุปถัมภ์ทุกศาสนา


เจสซี คาสเวลล์ มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้ถวายการสอนภาษาอังกฤษให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุ

     ในเวลาเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงให้การสนับสนุนศาสนาอื่น ๆ ในพระราชอาณาจักรด้วย เช่น การพระราชทานศาลาภายในวัดบวรนิเวศวิหารให้หมอเจสซี คาสเวลล์ มิชชันนารีชาวอเมริกันใช้เป็นที่พักและเผยแพร่ศาสนา แลกกับการถวายการสอนภาษาอังกฤษให้กับพระองค์ การพระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณตอนใต้อู่บางกอกด๊อกให้ชาวคริสเตียนใช้สร้างโบสถ์ ซึ่งในเวลาต่อมาคือคริสตจักรไคร้สเชิช กรุงเทพฯ ที่ย้ายไปอยู่บริเวณถนนคอนแวนต์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

     แต่พระราชกรณียกิจด้านศาสนาที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือพระองค์ทรงให้เสรีภาพแก่ประชาชนของพระองค์ในการเลือกนับถือศาสนา ดังข้อความในประกาศมหาสงกรานต์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ ว่า

     “...อนึ่งการแสวงหาแลถือสาสนา ซึ่งจะเปนที่พึ่งของตนในชาตินี้ ก็เปนการดีสมควรเปนที่ยิ่งแล้ว ควรที่ท่านทั้งปวงทุก ๆ คนจะตริตรองใคร่ครวญด้วยปัญญาตนเอง เมื่อเห็นคุณประจักษ์ว่า สาสนาใดในหมู่ใดพวกใด จะเปนที่พึ่งได้ควรแก่ปัญญาแล้ว ก็จงถือแลปฏิบัติตามสาสนานั้นโดยน้ำใจตนเอง อย่าถือด้วยการตื่นการเกณฑ์ แลการเล่าลือแลว่าธรรมเนียมเคยถือสืบ ๆ มา ฤๅอาการที่ไม่เห็นมาว่ามาขู่ให้กลัวให้ดีใจ ก็อย่ามีความพิศวงต่อเหตุต่าง ๆ แล้วถือตามทำตาม เมื่อได้ที่พึ่งนับถืออันงามดีควรแล้ว จงประกอบความเลื่อมใสให้มากจึงปฏิบัติตาม ก็จะมีความเจริญดีแก่ตนทุก ๆ คนนั้นแล...”
     ประกาศมหาสงกรานต์ ปีมะโรงสัมฤทธิศก
     พุทธศักราช ๒๔๑๑
 
พุทธศิลป์สมจริง


พระพุทธอังคีรส พระประธานของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร พุทธลักษณะแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๔

     สำหรับงานศิลปกรรมในรัชสมัย พระองค์โปรดให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นหลายองค์ โดยพระพุทธรูปกลุ่มนี้ มีพุทธลักษณะที่แตกต่างจากพระพุทธรูปที่เคยสร้างกันมาแต่เดิม กล่าวคือ มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ทั่วไปมากขึ้น เช่น พระสัมพุทธพรรณี พระนิรันตราย พระพุทธอังคีรส พระเจดีย์ที่โปรดให้สร้างและปฏิสังขรณ์ก็เป็นรูปแบบใหม่ตามแบบพระราชนิยมเช่นกัน โดยเป็นเจดีย์ทรงระฆัง หรือเจดีย์ทรงลังกา ดังจะเห็นได้จากพระปฐมเจดีย์ที่นครปฐม พระศรีรัตนเจดีย์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระเจดีย์ที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระธาตุจอมเพชรที่พระนครคีรี เมืองเพชรบุรี หรือพระสมุทรเจดีย์ที่เมืองสมุทรปราการ เป็นต้น


พระธาตุจอมเพชรที่พระนครคีรี เมืองเพชรบุรี

พระราชวังในหัวเมือง


พระราชวังพระนครคีรี พระราชวังบนภูเขาแห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๒

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จประพาสหัวเมืองต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักร จากเดิมที่พระเจ้าแผ่นดินจะไม่เสด็จออกนอกราชธานีในเวลาปรกติ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างและบูรณะพระราชวังต่าง ๆ ทั้งในพระนครและหัวเมือง เพื่อเป็นที่ประทับและรับรองราชทูตหรือแขกบ้านแขกเมืองด้วย เช่น หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ในพระบรมมหาราชวัง พระราชวังพระนครคีรี เมืองเพชรบุรี พระราชวังจันทรเกษม พระนครศรีอยุธยา และพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี พระราชวังที่พระองค์โปรดฯ ให้สร้างหรือบูรณะนั้น ยังมีลักษณะที่ต่างไปจากในอดีต คือมีการรับเอารูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกเข้ามาใช้ในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมของไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า รัชสมัยของพระองค์เป็นการเปลี่ยนแปลงก้าวสำคัญของงานศิลปกรรมไทยเช่นกัน และการเสด็จพระราชดำเนินไปประทับตามหัวเมืองต่าง ๆ ในครั้งนั้น เสมือนการนำความเจริญก้าวหน้าจากราชธานี ให้กระจายออกไปตามหัวเมืองเหล่านั้นด้วย


บำเหน็จในราชการแผ่นดิน


ดาราไอราพต


ดารานพรัตน์


ดาราช้างเผือก

     เมื่อขุนนางข้าราชการได้รับราชการมีความดีความชอบ พระเจ้าแผ่นดินในอดีตจะโปรดพระราชทานบำเหน็จรางวัลต่าง ๆ เช่น การเลื่อนยศให้สูงขึ้น พระราชทานทรัพย์สิน ผู้คน บ้านเรือน ตลอดจนพระราชทานเครื่องยศ แสดงฐานันดรศักดิ์
เมื่อมีการเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศตะวันตกนั้น ชาติตะวันตก ได้นำสิ่งของเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งไมตรีนั้น หนึ่งในสิ่งของที่ชาติตะวันตกได้นำมาถวาย นั่นคือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “ดาราไอราพต” ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๐ โดยทรงนำแบบมาจากพระราชลัญจกรไอยราพรต ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างดาราประจำตำแหน่ง  สำหรับพระราชทานแก่ขุนนางซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ตราสุริยมณฑล ตราจันทรมณฑล รวมถึง “ดารานพรัตน์” สำหรับพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งดารานพรัตน์ นี้ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานแก่จักรพรรดินโปเลียนที่ ๓  แห่งประเทศฝรั่งเศสด้วย


ราชทูตสยามเข้าเฝ้าจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ พุทธศักราช ๒๔๐๔

     ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๐๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ดาราช้างเผือก และดารามงกุฎ สำหรับพระราชทานแก่ข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ดวงตราดังกล่าว ในเวลาต่อมาได้พัฒนาเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยตามลำดับ  รวมถึงมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลอื่น ๆ เกิดขึ้นเพิ่มเติม โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชีย ที่มีการสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์


ข้าวไทยสู่ตลาดโลก



สนธิสัญญาเบาว์ริง พุทธศักราช ๒๓๙๘

     การเข้ามามีบทบาทของชาติมหาอำนาจจากตะวันตกในดินแดนแถมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นผลิตผลของลัทธิจักรวรรดินิยม ได้ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจของสยามในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อสยามได้ลงนามทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษในพุทธศักราช ๒๓๙๘ และได้ทำสนธิสัญญาตามแนวเดียวกันนี้กับประเทศอื่น ๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และประเทศสำคัญ ๆ ทางตะวันตกอีกหลายประเทศ สาระสำคัญประการหนึ่งจากการทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตก คือการกำหนดให้ “ข้าว” สามารถซื้อขายออกนอกพระราชอาณาจักรได้ จากเดิมที่เป็นสินค้าต้องห้าม ที่ราษฎรจะขายได้ให้แก่รัฐเท่านั้น เพื่อใช้เป็นเสบียงในยามสงคราม ผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ข้าวเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญที่สุดของไทยนับตั้งแต่ครั้งนั้น
 

ธนบัตรใบแรก


ธนบัตรฉบับแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

     สืบเนื่องจากการลงนามในสนธิสัญญาต่าง ๆ ในรัชสมัยนี้ ทำให้การค้าระหว่างสยามกับประเทศเหล่านั้นมีความเฟื่องฟูมากยิ่งขึ้น การค้าภายในประเทศเองก็ขยายตัวกว้างขวาง ส่งผลให้ระบบเงินตรามีความสำคัญขึ้นมา ระบบเงินตราแบบเดิมในขณะนั้น ไม่เพียงพอต่อการซื้อขายซึ่งเฟื่องฟูกว่าเดิมมาก การปรับปรุงระบบการเงินของบ้านเมืองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น ชาวต่างประเทศถึงกับเสนอให้เลิกผลิตเงินบาท โดยพ่อค้าจะเหล่านั้นจะผลิตเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วย เพราะจะเป็นโอกาสให้มีเหรียญปลอมมากขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงกษาปณ์สิทธิการขึ้นในพระบรมมหาราชวังในพุทธศักราช ๒๔๐๓ เพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นใช้เป็นสื่อกลางการค้าแทนเงินพดด้วงและเบี้ยหอยที่ปลอมแปลงได้ง่ายและมีจำนวนไม่มากพอต่อระบบเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

     เงินที่ผลิตจากโรงกษาปณ์ทำด้วยโลหะต่างกัน คือ เหรียญเงิน เหรียญดีบุก เหรียญทอง และเหรียญทองแดง นับเป็นสมัยแรกที่สยามมีเงินตราเป็นรูปเหรียญแร่ต่าง ๆ ตามแบบสากลนิยม รวมไปถึง โปรดให้มีการออก “หมาย” สำหรับผู้ที่ได้รับหมายนั้น นำไปขึ้นเงินได้จากพระคลังมหาสมบัติ กล่าวได้ว่า การริเริ่มใช้กระดาษ และเหรียญกษาปณ์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการวางรากฐานด้านการคลังที่จะนำไปสู่การพัฒนาระบบเงินตราให้มีมาตรฐานมากขึ้นในเวลาต่อมา


โรงกษาปณ์สิทธิการในพระบรมมหาราชวัง เป็นโรงกษาปณ์ผลิตเหรียญกษาปณ์แห่งแรกของสยาม

     นอกจากนี้พระองค์ยังทรงปรับระบบการเก็บภาษีเสียใหม่ จากแต่เดิมที่รัฐจะเก็บเฉพาะภาษีสำคัญ และภาษียิบย่อยต่าง ๆ ก็ให้เอกชนประมูลผูกขาดไป หรือที่เรียกว่าระบบเจ้าภาษีนายอากร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโปรดฯ ให้จัดตั้งที่ทำการศุลกากรขึ้นทำหน้าที่จัดเก็บภาษีแทนระบบเจ้าภาษีนายอากรนั้น นับว่าเป็นการวางพื้นฐานให้กับการจัดเก็บภาษีในปัจจุบัน

 
อักษรอริยกะ


ตารางเทียบคำอ่านอักษรอริยกะกับอักษรไทย

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักอักษรศาสตร์ที่สำคัญยิ่งคนหนึ่งของสยาม นอกจากภาษาบาลีแล้ว ยังทรงเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษ และภาษาละตินด้วย พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นภาษาไทย และภาษาบาลี โดยที่น่าสนใจคือทรงมีพระราชดำริแบบอักษรสำหรับเขียนภาษาบาลีขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเรียกว่า อักษรอริยกะ ซึ่งได้ใช้เป็นแบบในการพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยตัวอักษรไทยเป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๖ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย

     พระองค์มีพระราชดำริว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นในการปรับปรุงบ้านเมือง และพัฒนาประเทศให้ทันสมัยเป็นที่ยอมรับของประเทศมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะการศึกษาภาษาอังกฤษอันเป็นภาษาสากลที่ใช้ติดต่อสื่อสาร จึงทรงสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาแบบใหม่ สำหรับพระราชโอรส พระราชธิดา ได้ทรงจ้างมิชชันนารี และแหม่มชาวอังกฤษมาสอนภาษาอังกฤษและความรู้ทั่วไปให้ในพระบรมมหาราชวัง ในส่วนของราษฎร ทรงสนับสนุนให้หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันตั้งโรงเรียนขึ้นทั่วไปทั้งในพระนครและในหัวเมืองต่าง ๆ บางแห่งยังคงจัดให้มีการเรียนการสอนมาจนถึงปัจจุบัน เช่น โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน นอกจากนี้ยังทรงส่งข้าราชการไทยไปศึกษาและดูงานในต่างประเทศเป็นครั้งแรก
 

พระราชหัตถเลขา และพระราชนิพนธ์



พระราชหัตถเลขาและพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

     ในสมัยโบราณ ไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงเขียนหนังสือราชการ ด้วยพระองค์เอง หากมีราชการสิ่งใดก็จะมีรับสั่งลงมาโดยมีผู้จดบันทึก ตลอดจนถ่ายทอดไปสู่ผู้ที่เกี่ยวข้อง และปรากฏในรูปพระบรมราชโองการ และพระราชกำหนดบทพระอัยการต่าง ๆ

      พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงเขียนหนังสือด้วยพระองค์เอง เนื่องจากพระองค์ทรงติดต่อกับบรรดาชาวต่างประเทศหลายท่านผ่านจดหมายมาตั้งแต่ยังทรงผนวช ครั้นเมื่อทรงครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ปรากฏอยู่ในรูป “ประกาศ”ซึ่งครอบคลุมเรื่องทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การปกครอง จำนวนกว่า ๓๐๐ ฉบับ และ “พระราชหัตถเลขา” ทรงมีถึงบุคคลต่าง ๆ ซึ่งทรงแทรกเรื่องราวอันแสดงพระราชจริยาวัตรของพระองค์ไว้เป็นอย่างดี
 
     นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชนิพนธ์ในด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ที่ทรงมีพระราชวินิจฉัยอย่างเป็นเหตุเป็นผล ขณะเดียวกันก็ทรงไว้ซึ่งความรู้ในทางคติชนวิทยา ดังเช่น “ชุมนุมพระบรมราชาธิบาย” เป็นต้น

      ในด้านดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ซึ่งทรงสนพระทัย ก็ปรากฏว่าได้พระราชนิพนธ์ไว้เช่นเดียวกัน เช่น ตำราอธิกมาศ อธิกวาร ปักคณนา ตำราพระบรมราชาธิบายเรื่องสุริยุปราคา เป็นต้น
 

กำเนิดพิพิธภัณฑ์

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบาย ที่จะเผยแพร่ความเป็นอารยะและทันสมัยของสยาม โดยทรงจัดพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นเป็นครั้งแรกที่พระที่นั่งราชฤดี ในพระบรมมหาราชวัง โดยทรงนำสิ่งของต่าง ๆ ทั้งของเก่า ของหายาก ของแปลก เครื่องมือต่าง ๆ และเครื่องราชบรรณาการจากต่างประเทศมาเก็บรวบรวมไว้ ก่อนจะย้ายมายังพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ปรากฏหลักฐานว่า ทรงเรียกว่า “Royal Museum” โปรดเกล้าฯ ให้พระราชอาคันตุกะและคณะทูตต่างประเทศได้เข้าชม โดยทรงนำชมด้วยพระองค์เอง

     จากเอกสารของชาวต่างประเทศ ทำให้ทราบว่า ภายในพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ดังกล่าว ประกอบด้วยวัตถุจัดแสดง เช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พระแท่นมนังคศิลา พระพุทธรูปโบราณ อุปกรณ์ด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เช่น แผนที่ดาวนพเคราะห์ โต๊ะทรงคำนวณ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องราชบรรณาการจากต่างประเทศ เช่น ลูกโลกจำลอง พระบรมสาทิสลักษณ์ของกษัตริย์จากต่างประเทศ รถไฟจำลองพร้อมราง นอกจากนี้ ยังมีของแปลกและหายากซึ่งมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย เช่น ประติมากรรมจากยุโรปและจีน งาช้างรูปทรงแปลก เขาสัตว์ ฯลฯ

     พิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ที่เกิดขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดพิพิธภัณฑ์ไทยที่เป็นแหล่งการเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่สำคัญของชาติในสมัยต่อมา
 
ถนน สะพาน บ้านเมือง


สะพานช้าง สะพานปูนแห่งแรกในเพชรบุรีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้น
    
     การตัดถนนที่สามารถใช้สัญจรได้ทุกฤดูเป็นครั้งแรกในสยามเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเส้นแรกคือ ถนนเจริญกรุง หรือเรียกกันว่า ถนนใหม่ หลังจากนั้นก็ได้มีการตัดถนนขึ้นอีกหลายสาย ได้แก่ ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร ถนนสีลม และถนนตรง (ถนนพระรามที่ ๔) ทำให้มีการตั้งบ้านเรือนขึ้นสองฝั่งฟากถนนเป็นจำนวนมาก แทนที่จะอยู่ตามริมแม่น้ำลำคลองเหมือนแต่เดิม ส่งผลให้ตัวเมืองขยายออกไปยิ่งขึ้น

     สำหรับการคมนาคมทางน้ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ขุดคลองเพิ่มขึ้นหลายสาย เพื่อเชื่อมแม่น้ำสายสำคัญเข้าด้วยกัน เช่น คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองดำเนินสะดวก คลองบางลี่ คลองบางยี่สาน และคลองเจดีย์บูชา เพื่อความสะดวกในการคมนาคมขนส่งทางน้ำ และช่วยให้เกษตรกรได้อาศัยน้ำในคลองมาใช้ในการเพาะปลูกด้วย และไม่เพียงแต่มีการขุดคลองเท่านั้น พระองค์ยังโปรดฯ ให้สร้างสะพานเชื่อมสองฟากฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกันด้วย เช่น ที่เมืองเพชรบุรี พระองค์โปรดฯ ให้มีการสร้างถนน จากริมแม่น้ำเพชรบุรีไปสู่พระนครคีรี พระราชทานชื่อว่า ถนนราชวิถี และโปรดให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเพชรบุรี เป็นสะพานก่ออิฐถือปูนที่ชื่อว่า“สะพานพระจอมเกล้า” หรือที่เรียกกันอย่างลำลองว่า “สะพานช้าง”
 
 
ท. ทหารชาญณรงค์

     ก่อนสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังไม่มีระบบการเกณฑ์ทหาร และการฝึกหัดทหารอาชีพเกิดขึ้น ในเวลามีการสงคราม รัฐจะออกหมายเกณฑ์ไพร่ หรือราษฎรชายที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ – ๖๐ ปี ซึ่งอยู่ในสังกัดมูลนาย หรือกรมกองต่าง ๆ มาเป็นกำลังรบ ทหารซึ่งอยู่ประจำการตลอดเวลานั้นมีอยู่น้อย และมักเป็นชาวต่างชาติที่ทางราชการจ้างไว้หรือเป็นเชลยมาก่อน และได้รับการฝึกฝนอย่างยุทธวิธีโบราณ


เครื่องแบบโขลนในกองรักษาพระองค์ สังกัดกรมโขลน

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจ้างนายร้อยเอกอิมเปย์ (Impey) นายทหารบกชาวอังกฤษ เข้ามาเป็นครูฝึกทหารบก โปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ชาวลาว และเขมร ซึ่งเป็นกรมทหารอาสาอยู่ก่อนมาฝึกหัด เรียกกันในครั้งนั้นว่า “ทหารเกณฑ์หัดอย่างยุโรป” โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงทหารขึ้นสำหรับทหารอยู่ประจำรักษาการณ์ตามเวรยามของตน
ในเวลาต่อมา นายร้อยเอกโทมัส ยอร์ช น็อกส์ (Thomas George Knox) ชาวอังกฤษ ได้ขออาสาเข้ามาฝึกหัดทหารบกอีกคนหนึ่ง โปรดเกล้าฯ ให้เป็นครูฝึกทหารในวังหน้า ซึ่งมีชาวญวนเข้ารีต (นับถือศาสนาคริสต์) อยู่ในสังกัด ในสมัยนั้น การฝึกหัดทหารใช้วิธีและการเรียกขานอย่างยุโรปทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่า สมัยของพระองค์เป็นการริเริ่มการปฏิรูปกองทัพสยามให้เป็นไปตามแบบตะวันตก ทั้งรูปแบบของกรมกองทหาร รวมไปถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ด้วย และได้กลายเป็นพื้นฐานให้กับกองทัพสยามในสมัยต่อมา


ร้อยเอกโทมัส ยอร์ช นอกซ์ นายทหารนอกราชการของอังกฤษที่เป็นครูฝึกทหารวังหน้าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรือรบอย่างใหม่

     ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มมีการต่อเรือรบขึ้นใช้ในราชการแล้ว โดยเป็นเรือกำปั่นใช้ใบอย่างฝรั่ง กระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหม ได้เป็นผู้อำนวยการต่อเรือกำปั่น เป็นเรือกลไฟซึ่งใช้เครื่องจักรไอน้ำที่สั่งมาจากต่างประเทศ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งชื่อว่า “กรมอรสุมพล” ตามชื่อเรือกลไฟพระที่นั่งลำแรกที่มีใช้ในราชการ ถึงปลายรัชกาล เริ่มมีการต่อเรือกลไฟที่ติดตั้งปืนใหญ่ ได้แก่เรือสงครามครรชิต เรือศักดิ์สิทธาวุธ ก่อนจะมีการต่อเรือขนาดใหญ่ชนิดคอร์เวต (Corvette) ขึ้นได้ในพุทธศักราช ๒๔๑๐ ได้รับพระราชทานชื่อว่า “เรือสยามูประสดัมภ์” นอกจากนี้ยังมีการต่อเรือกลไฟสำหรับใช้ในราชการอีกหลายลำ เช่น เรืออรรคราชวรเดช เรืออัคเรศรัตนาสน์ เรืออาสาวดีรส เรือยงยศอโยชฌิยา เป็นต้น

     กิจการทหารเรือ ได้เริ่มมีการจัดกองทหารชาวมอญ ซึ่งอยู่ในเรือรบและรักษาป้อมปราการที่ปากน้ำเจ้าพระยามาแต่ครั้งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าเป็น “ทหารมะรีน” (Marine) สำหรับเรือรบ ซึ่งเป็นเรือกลไฟ และมีการฝึกหัดชาวไทยเป็นต้นกล นับเป็นจุดเริ่มต้นของกองทัพเรือไทยในเวลาต่อมา
 

ทูตไทยไปยุโรป


คณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๔๐๐


ภาพเขียนลายเส้นคณะราชทูตสยามไปเจริญทางพระราชไมตรี ณ สหราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๔๐๐

     โลกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงเวลาแห่งการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสที่ต่างก็แข่งขันกันแสวงหาอาณานิคม และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจตามส่วนต่าง ๆ ของโลก และเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสยามในขณะนั้น
เมื่อสยามได้ทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับสหราชอาณาจักรในพุทธศักราช ๒๓๙๘ แล้ว สองปีต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๐๐ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตซึ่งมีพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม  บุนนาค) เป็นหัวหน้าคณะ ไปเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงอังกฤษ คือสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย นับเป็นคณะราชทูตคณะแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ได้เดินทางไปยังทวีปยุโรป

     ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๐๔ โปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตอีกชุดหนึ่งที่มีพระยาศรีพิพัฒน์ (แพ  บุนนาค) เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปยังราชสำนักฝรั่งเศสเป็นการตอบแทน และแม้ในรัชกาลนี้จะยังไม่มีการส่งทูตไปสหรัฐอเมริกา แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงติดต่อกับประธานาธิบดีในช่วงนั้นเช่น แฟรงกลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) และอับบราฮัม ลินคอร์น (Abraham Lincoln) ผ่านพระราชสาส์นและมีการส่งสิ่งของไปพระราชทานแก่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาด้วย

     ในสมัยนี้ สยามได้มีการลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้ากับชาติตะวันตกถึง ๑๓ ฉบับ ซึ่งมากกว่าพระมหากษัตริย์ไทยแต่ก่อนทุกพระองค์ แม้ว่าจะมีข้อเสียเปรียบอยู่บ้าง และในปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ สยามจะมีปัญหากระทบกระทั่งกับฝรั่งเศส จนต้องเสียดินแดนไป แต่ก็นับว่านโยบายทางการทูตตามรูปแบบที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใช้ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการตามแบบเดียวกันเป็นผลสำเร็จ เนื่องจากสยามไม่ตกเป็นอาณานิคมและสามารถดำรงรักษาเอกราชไว้ได้