พระนครคีรี

การจัดแสดง


ห้องที่ ๓ พระสยามเทวมหามกุฏ วิทยมหาราช

|
136 ครั้ง
|
blog_2
     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๔ ครั้นเดือนพฤษภาคม ศกเดียวกัน ทรงประกอบพิธีบรมราชาภิเษก ในครั้งนั้น มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยที่จารึกลงในพระสุพรรณบัฎที่แตกต่างจากรัชกาลก่อนหน้านี้ ที่มีว่า

     “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก ดิลกรัตน ราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลยคุณอขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชยพรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์ โลกเชฏฐวิสุทธิ์ รัตนมกุฎประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว”

     โดยพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจารึกในพระสุพรรณบัฎ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีดังนี้

     “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ สุทธิสมมุมติเทพยพงศ วงศาดิศวรกษัตริย์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณีจักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิตอุกฤษฐวิบูลย บุรพาดูลยกฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ ธัญญลักษณวิจรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนด บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมาลยมหาบุรุษรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล สุวิสุทธิวิมล ศุภศีลสมาจารย์ เพ็ชรญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฏิสาธุคุณวิบุลยสันดาน ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ เอกอัครมหาบุรุษ สุตพุทธกระวี ตรีปิฏกา ทิโกศลวิมลปรีชา มหาอุดมบัณฑิต สุนทรวิจิตรปฏิภาณ บริบูรณ์คุณสารสยามาทิโลกยดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินธร มหาชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร ศิริรัตนโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกกาภิษิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหาราชาธิราช วโรดมบรมนารถชาติอาชวาศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิอัครนเรศนราธิบดี เมตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาล มหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

    
พระปรมาภิไธยอย่างวิเศษ ซึ่งมีขึ้นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๔ ได้เป็นแบบแผนให้มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยอย่างวิเศษต่อมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

     นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ต่อมา ได้ทรงปกครองบ้านเมือง นำพาประเทศให้รอดพ้นจากการคุกคามของชาติมหาอำนาจได้อย่างปลอดภัย ซึ่งนอกจากพระปรีชาสามารถในทางรัฐประศาสน์ และรัฏฐาภิปาลโนบายของพระองค์แล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นคือแนวพระราชดำริ ตลอดจนพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงวางรากฐานไว้ ได้รับการสานต่อจากทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชโอรสพระราชธิดา รวมถึงพระราชนัดดาในเกือบทุกด้าน พระเกียรติคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงได้รับการยกย่อง เชิดชูตลอดมาตั้งแต่ครั้งนั้น ปรากฏว่าได้มีพระราชพิธีสำคัญ และเหตุการณ์ที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระองค์ ดังนี้
 
พุทธศักราช ๒๔๔๖
     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติมาได้ ๑๒,๗๔๔ วัน เป็นสองเท่าแห่งวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงครองสิริราชสมบัติมา อีกทั้งใกล้กับวันคล้ายวันประสูติและสวรรคตตามจันทรคติกาลด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการบำเพ็ญพระราชกุศลรวมกัน เรียกว่า “พระราชพิธีทวีธาภิเษก” โดยกำหนดจัดระหว่างวันที่  ๓ ตุลาคม ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ ในคราวนี้ โปรดเกล้าฯ ให้มี “เหรียญทวีธาภิเษก” พระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการด้วย
 
พุทธศักราช ๒๔๔๗
     เป็นวาระครบ ๑๐๐ ปีนับแต่วันประสูติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวาย ในระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๓ รวมถึงพระราชทานเลี้ยงด้วย
     เนื่องในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔” ขึ้น สำหรับพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และบุคคลซึ่งได้เคยรับราชการสนอง พระเดชพระคุณในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ 

พุทธศักราช ๒๔๕๙
     พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) โปรดเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชโองการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธย ตามที่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ กราบบังคมทูลว่า นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ในครั้งนั้น เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดี ครั้นถึงกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ก็โปรดให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ทั้งทรงพระราชดำริว่า ในราชวงศ์จักรีนี้ พระมหากษัตริย์ได้ทรงสืบสันตติวงศ์โดยตรงลงมาเป็นลำดับ จึงสมควรจะเฉลิมพระปรมาภิไธยให้ทรงพระนาม ว่า “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี”  ด้วยเหตุนี้ จึงเฉลิมพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างสังเขป ให้ออกพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” หรือ “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔”

พุทธศักราช ๒๕๑๑
     เนื่องในวาระครบ ๑๐๐ ปีแห่งการสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ ๑๐๐ ปี การขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยในเช้าวันที่ ๑ ตุลาคม เสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และเสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญ  พระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ในตอนบ่ายวันเดียวกันนี้ เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวาย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน


พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายเนื่องในวาระครบ ๑๐๐ ปีแห่งการสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ ๑๐๐ ปี  การขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พุทธศักราช ๒๕๒๕
     ในพุทธศักราช ๒๕๒๕ อันเป็นปีที่กรุงรัตนโกสินทร์ดำรงมาเป็นเวลา ๒๐๐ ปี รัฐบาลของพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและพลังงานในขณะนั้น ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้เทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ศกนั้น มีมติให้เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น “บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และกำหนดให้วันที่ ๑๘ สิงหาคม ของทุกปี (อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสุริยุปราคา ที่ตำบหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”

พุทธศักราช ๒๕๓๔
     พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพรพระราชดำริว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมปิตามหัยกาธิราช เสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุ ๖๔ พรรษา นับพระชนมวารได้ ๒๓,๓๖๐ วัน และในพุทธศักราช ๒๕๓๔ นี้ ทรงเจริญพระชนมายุ ๖๔ พรรษา มีพระชนมวารมาบรรจบวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน จะได้ ๒๓,๓๖๐ วัน เป็นสมมงคลพระชนมายุ ๖๔ บรรจบพระชนมวารเท่าสมแด็จพระบรมปิตามหัยกาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานในอภิลักขิตสมัยดังกล่าว ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหรสูรยพิมาน  ในครั้งนี้ หมายกำหนดการได้ออกพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

พุทธศักราช ๒๕๔๗
    
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก คณะรัฐมนตรี ได้ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ “โครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานชื่องานว่า “งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี” โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายตามโบราณราชประเพณี อนุโลมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉลิมพระเกียรติ ในวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๗ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง นอกจากนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติตลอดปีพุทธศักราช ๒๕๔๗


รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อ่านประกาศเกียรติคุณขององค์การยูเนสโก เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๗ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

พุทธศักราช ๒๕๖๒
     วันที่ ๑๘ ตุลาคม อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามสุริยคติกาล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน และมีพระบรมราชโองการถวายพระราชสมัญญา ดังนี้