พระนครคีรี

การจัดแสดง


ห้องที่ ๒ เริ่มต้นที่ล้นเกล้าฯ ตอนที่ ๒

|
78 ครั้ง
|
blog_2

เริ่มต้นที่ล้นเกล้าฯ ตอนที่ ๒

หอนาฬิกาแห่งแรกของสยาม

    
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยการศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ของโลกตะวันตกเป็นอย่างยิ่งตั้งแต่ก่อนทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ทั้งด้านภาษาต่างประเทศ ภูมิศาสตร์ แผนที่ เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิทยาการต่าง ๆ ซึ่งทำให้พระองค์ถือเป็นนักปราชญ์พระองค์หนึ่งที่สำคัญในสมัยนั้น

     วิชาหนึ่งที่ทรงสนพระราชหฤทัยศึกษาค้นคว้ามากคือ วิชาดาราศาสตร์ ทรงศึกษาจากตำราต่าง ๆ ทั้งตำราดาราศาสตร์สยามและมอญ หนังสือฮินดูโบราณ และหนังสือดาราศาสตร์ยุโรปหลายเล่มที่ชาวต่างชาตินำมาถวาย ทำให้ทรงรอบรู้และเชี่ยวชาญในด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง จนพระองค์สามารถกำหนดเวลามาตรฐานสากลสำหรับประเทศไทยขึ้นไว้ได้ โดยทรงโปรดฯ ให้สร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนย ในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ พระบรมมหาราชวังขึ้น อันนับได้ว่าเป็นหอนาฬิกาแห่งแรกของสยาม แสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพในการคำนวณตำแหน่งที่ตั้ง รวมถึงการคำนวณเวลาที่อิงกับระบบค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่เป็นระบบเวลาสากลด้วย
 



พระที่นั่งภูวดลทัศไนยในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ พระบรมมหาราชวัง

     นอกจากนี้ ยังทรงคิดค้นปฏิทินปักขคณนา ปฏิทินทางจันทรคติซึ่งอิงตามการโคจรของดวงจันทร์เป็นสำคัญโดยมีกระดานปักขคณนาช่วยในการคำนวณ โดยคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายใช้ปฏิทินนี้ในการประกอบศาสนกิจอยู่ในปัจจุบัน

สรรพคราสหว้ากอ

    
พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในด้านดาราศาสตร์เป็นที่ประจักษ์ได้จากการคำนวณปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังออกประกาศให้ประชาชนได้ทราบ เข้าใจ และร่วมสังเกตการณ์ไปพร้อมกับพระองค์ด้วย แต่การคำนวณครั้งสำคัญที่ทำให้ชาวตะวันตกทราบถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ คือการคำนวณว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง หรือ “สรรพคราส” ในวันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๐ วินาที ใช้เวลาเต็มดวง ๖ นาที ๔๖ วินาที และสามารถเห็นได้ชัดเจนที่บริเวณคลองวาฬ ตำบลหว้ากอ เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยพระองค์ได้คำนวณปรากฏการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าถึงสองปี และออกประกาศแก่ประชาชนด้วย ความว่า

     “...สุริยุปราคาครั้งนี้จะมีในวันอังคาร เดือน ๑๐ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะโรง สัมฤทธิศก จะจับในเวลาเช้า ๔ โมงเศษ ไปจนเวลาบ่ายโมงเศษ จึงจะโมกษบริสุทธิ์ ก็สุริยุปราคาครั้งนี้ในกรุงเทพฯ นี้จะไม่ได้เห็นจับหมดดวง จะเห็นดวงพระอาทิตย์เหลืออยู่น้อยข้าง เหนือแรกจับจะจับทิศพายัพค่อนอุดร ในเวลาเช้า ๔ โมงกับบาทหนึ่ง แล้วหันคราธไปข้างใต้จนถึงเวลา ๕ โมง ๗ บาท จะสิ้นดวงข้างทิศอาคเณ ครั้งเวลา ๕ โมง ๘ บาทแล้ว พระอาทิตย์จะออกจากที่บังข้างทิศพายัพ ครั้นบ่ายโมงกับ ๖ บาทจะโมกษบริสุทธิ์หลุดข้างทิศอาคเณ คำท้ายนี้ว่าที่ตำบลหัววาน
    
แต่ในกรุงเทพฯ นี้ จะจับเวลาเช้า ๔ โมงกับบาทหนึ่งค่อน ๆ จับทิศพายัพเหมือนกัน แล้วจะหันเร่ไปข้างทิศปจิมแลหรดีแลทักษิณ จะจับมากที่สุดสัก ๕ ส่วนหรือ ๖ ส่วนเหลือส่วนหนึ่ง เมื่อเวลา ๕ โมง ๘ บาท จะเหลืออยู่ข้างทิศอีสานแลอุดร แล้วก็จะเร่ไปคายแลหลุดข้างทิศอาคเณเหมือนกัน ต่อในทะเลลงไปในทิศใต้โดยอย่างใกล้ทีเดียวถึงประมาณ ๖๐๐๐ เส้นเศษจึงจะได้เห็นจับสิ้นดวง พระอาทิตย์มืดมิดอยู่นานถึงบาทหนึ่งของนาฬิกา คือ ๖ นาทีนาฬิกากล แต่ในที่ต่าง ๆ เวลาจับนั้น บาทแลนาทีก็คงไม่ต้องกัน สุริยุปราคาหมดดวงเช่นนี้ ในพระราชอาณาจักรแผ่นดินสยามล่วงกาลนานถึง ๕๖๐ ปีเศษ จึงจะได้เป็นจะได้เห็นคราวหนึ่งเป็นการแปลกประหลาดอยู่...”
ประกาศสุริยุปราคาหมดดวง ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๔๑๑

     ในพุทธศักราช ๒๔๑๑ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ตำบลหว้ากอเพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้ด้วยพระองค์เอง โดยทรงเชิญคณะทูตานุทูต นักดาราศาสตร์ชาวต่างประเทศ และเซอร์ แฮร์รี ออด (Sir Harry Ord) ผู้สำเร็จราชการสิงคโปร์ไปร่วมพิสูจน์ด้วย ซึ่งปรากฏว่าทรงคำนวณได้ถูกต้อง เป็นการพิสูจน์ผลการศึกษาวิจัยครั้งยิ่งใหญ่และครั้งแรกของชาติไทย จนเป็นที่เลื่องลือในวงการดาราศาสตร์ทั่วโลกถึงพระนาม “คิงมงกุฎ” ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์ที่ภาคภูมิใจยิ่งของประเทศ และทำให้พระองค์ได้รับพระราชสมัญญาว่าเป็น “พระบิดาแห่งวิชาวิทยาศาสตร์ไทย”


ค่ายหลวงที่หว้ากอ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ในพุทธศักราช ๒๔๑๑

ธงชาติไทย

    
การใช้ธงชาติในประเทศไทย มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ได้เริ่มมีการพัฒนาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) โดยในครั้งนั้น โปรดให้ประดับรูปช้างเผือกอยู่ในตราจักรตรงกลางผืนธงชาติ

     ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการประดิษฐ์ธงชาติขึ้นใหม่ กล่าวคือ ให้มีผืนธงสีแดง มีรูปช้างเผือกอยู่ตรงกลาง โดยนำรูปจักรออกเสีย ขณะเดียวกัน โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “ธงมหามงกุฎ” ผืนธงสีแดง ตรงกลางสีขาบ มีพระมหามงกุฎ และฉัตร ๒ ข้าง สำหรับเป็นธงประจำพระองค์

     และธงอีกอย่างหนึ่ง มีผืนธงสีแดง ตรงกลางเป็นรูปช้างสามเศียร สีขาว บนหลังช้างมีบุษบก เรียกว่า “ธงไอยราพต” สำหรับเป็นธงประจำรัฐบาลสยาม และสำหรับชักในเวลาเสด็จไม่อยู่ ถือเป็นครั้งแรก ที่มีการใช้ธงสำหรับประเทศ โดยพระราชดำริที่ว่า ราชอาณาจักรสยามได้มีการติดต่อกับประเทศต่าง ๆ มากขึ้นภายหลังการทำสนธิสัญญาเจริญทางพระราชไมตรีและการค้า จึงควรจะมีธงชาติสำหรับเป็นสัญลักษณ์แก่บรรดาพ่อค้าที่ไปมาค้าขายได้ทราบ


ธงชาติสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ธงมหามงกุฎ ธงประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ธงไอยราพต ธงประจำรัฐบาลสยาม