พระนครคีรี

คลังความรู้


พระบรมรูปรัชกาลที่ 4 จุดเปลี่ยนของการสร้างประติมากรรมกษัตริย์

|
1531 ครั้ง
|
blog_2

พระบรมรูปรัชกาลที่ 4

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท ซี่งตั้งอยู่บนยอดเขาทางทิศตะวันตกของพระนครคีรี (เขาวัง) ความสำคัญของพระบรมรูปองค์นี้คือเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในชุดฉลองพระองค์ ที่รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริสร้างขึ้นเป็นแบบใหม่ และเครื่องทรงชุดนี้ได้เคยฉลองพระองค์เสด็จออกรับทูตานุทูตมาแล้ว กล่าวคือ เครื่องแต่งกายประกอบด้วยทรงพระมาลา (หมวก) ทรงหม้อตาล ฉลองพระองค์เสื้อเยียรบับ ชายฉลองพระองค์ตัดเป็นกลีบอย่างเสื้อลายสก๊อต มีตรามหาอุณาโลมพระภูษา (ผ้านุ่ง) โจงขอบเชิง ทรงฉลองพระบาท พระราชอิริยาบถยืนตรงโดยพระเพลา (ขา) ขวาก้าวออกมาด้านหน้าขณะที่ลักษณะของพระพักตร์ตอบ ทำให้เห็นรอยพระสิรัฐิ (กะโหลกศีรษะ) และเห็นรอยโหนกปราง พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบปลายพระแสงดาบลงพื้น พระหัตถ์ซ้ายทรงหนังสือ ประทับยืนอยู่ในใต้นพปฏลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรเก้าชั้น) มุมพระโอษฐ์ขวาตกลงมามีรอยย่นระหว่างพระปราง (แก้ม) และพระโอษฐ์ อย่างไรก็ตามต้นแบบของพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 บนพระนครคีรีนั้นได้ถอดแบบมาจากพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 ที่ประดิษฐานอยู่ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศ กรุงเทพฯ โดยการหล่อจำลองมาประดิษฐาน ณ เวชยันต์วิเชียรปราสาทนับตั้งแต่ พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา

ความสำคัญของพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจกล่าวได้ว่าเป็นประติมากรรมชิ้นแรกที่ปั้นขึ้นในขณะที่บุคคลผู้เป็นแบบของประติมากรรมยังคงมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ต่างจากการสร้างประติมากรรมแทนตัวบุคคลที่ผ่านมา กล่าวโดยสังเขปคือ การสร้างประติมากรรมแทนตัวบุคคลนั้นปรากฎอย่างชัดเจนในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ พระพุทธรูปทรงเครื่องฉลองพระองค์ ได้แก่ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งเป็นประติมากรรมแทนรัชกาลที่ 1 และ 2 ประติมากรรมดังกล่าวแฝงความหมายหรือคติอาทิ คติเรื่องพระพุทธเจ้าเป็นจักรพรรดิราช หรือ คติการบูชาบรรพบุรุษ อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าการสร้างประติมากรรมในช่วงต้นรัตนโกสินทร์นั้นยังคงมีลักษณะที่อิงตามประติมากรรมในศาสนาพุทธอยู่ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพัฒนาการการสร้างประติมากรรมปูนปั้น ประติมากรรมองค์หนึ่งที่สำคัญในช่วงระยะนี้คือ รูปสมเด็จเจ้าแตงโม ที่วัดใหญ่สุวรรณราม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์อันเนื่องมาจากเริ่มเห็นรูปแบบที่อิงกับความเหมือนจริงมากขึ้น อาทิ ศีรษะเรียบ คิ้วเป็นเส้นตรง จีวรริ้วเป็นธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ประติมากรรมอื่นๆที่อยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการสร้างประติมากรรมแทนบุคคล เช่น รูปสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) ที่วัดราชสิทธาราม และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ (สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387), รูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่วัดโมลีโลกยาราม (สร้างในมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2386) จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 เกิดการเปลี่ยนแปลงกับรูปแบบประติมากรรมแทนตัวบุคคลในสยามอย่างชัดเจน โดยเป็นการสร้างรูปเคารพที่อิงกับความเป็นจริงมากกว่าจะอิงกับคติแบบโบราณ หรือกล่าวอย่างง่ายคือ ประติมากรรมแทนตัวบุคคลในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เชื่อว่ากษัตริย์เปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า มาเป็นแนวคิดที่ว่ากษัตริย์คือมนุษย์ และกลายเป็นแบบแผนใหม่ที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นรูปเหมือนบุคคลจะมีลักษณะที่เหมือนกับมนุษย์ทุกประการ อิทธิพลแนวความคิดดังกล่าว ประการหนึ่งคือการได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกผ่านการติดต่อระหว่างสยามกับชาติตะวันตก ทั้งในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนพระบรมฉายาลักษณ์, พระบรมสาทิสลักษณ์และพระบรมรูปเพื่อเป็นการสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศในแง่หนึ่งคือการพยายามแสดงให้เห็นว่าประเทศสยามมีอารยะและความเจริญแบบตะวันตกและในขณะเดียวกันก็เป็นการสบล้างคติความเชื่อแบบโบราณแต่เดิม เช่น การฉายพระบรมฉายาลักษณ์อันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความทันสมัย(ในช่วงเวลานั้น) และการลบล้างความคิดเดิมๆที่เชื่อกันว่าผู้ที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายจะมีชีวิตที่สั้นลง เป็นต้น หรือในมิติทางการศึกษาโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยเกี่ยวกับวิทยาการจากตะวันตกในด้านต่างๆ

สำหรับมูลเหตุของการสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เกิดจากการเชื่อมความสัมพันธไมตรีระหว่างสยามกับชาติตะวันตก กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2402 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 (Emperor Napoleon III) ได้ส่งประติมากรรมรูปเหมือนของพระองค์และจักรพรรดินีอูจินี เดอ ม็องจู (Empress Euginie de Montijou) มาทูลเกล้าฯ ถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2406 ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างขึ้นโดย เอมิล ฟรังซัว ซาตรูส (Emile Franois Chatrousse) ประติมากรชาวฝรั่งเศส โดยประติมากรรมดังกล่าว เป็นประติมากรรมพระบรมรูปสัมฤทธิ์เคลือบทองแบบลอยตัว ในพระราชอิริยาบถยืน (ตริภังค์) โดยพระเพลาข้างหนึ่งรับน้ำหนึ่งของพระสรีระ พระวรกายบิดเบี้ยวเล็กน้อย ทรงฉลองพระองค์ด้วยเสื้อนอก ทรงพระภูษาโจงและทรงพระมาลาสก๊อต ส่วนรายละเอียดของพระพักตร์ รวมทั้งลวดลายรอยยับของเครื่องทรงและเครื่องประดับมีลักษณะเหมือนจริงเป็นธรรมชาติ ตรงส่วนฐานสลัก “Chatrousse 1863 (ตรงกับปี พ.ศ. 2406) Paris” พระบรมรูปองค์นี้ประติมากรน่าจะได้รับแรงบันดาลใจและรูปแบบจากพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ส่งไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3

นอกจากนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงบรรยายเกี่ยวกับพระบรมรูปดังกล่าว ปรากฏใน “สาสน์สมเด็จ” ทั้งสองพระองค์เรียกพระบรมรูปองค์นี้ว่า “พระบรมรูป 63” (เนื่องจากมีการสลักที่ฐาน ปี ค.ศ. 1863) และได้ทรงสันนิษฐานเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของพระบรมรูปองค์นี้ว่าน่าจะได้รับรูปแบบจากการไปแสดงศิลปหัตถกรรมที่ประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2405 โดยมีบุคคลสำคัญในครั้งนั้นคือขุนสมุทรโคจร (เจ้าพระยารัตนาธิเบศร)

อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดพระบรมรูปที่ทางฝรั่งเศสได้ส่งมาให้ ประการหนึ่งอาจเป็นเพราะประติมากรปั้นพระวรกายผิดส่วนไปจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก แม้แต่เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามความเป็นจริงน่าจะเป็นตราดาราช้างเผือก กลับเป็นตรา Légion d’Honneur ของฝรั่งเศสและมีสายสะพาย ดังในข้อความที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระหัตถ์ถึงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ปรากฏในหนังสือสาสน์สมเด็จ ว่า

“มีพระบรมรูปทูลกระหม่อมเป็นฝีมือฝรั่ง สูงราว 1 ศอก อยู่ในขององค์หลวงองค์ 1 ...หม่อมฉันสันนิษฐานว่า มีรับสั่งให้ส่งหรือจะมีใครส่งพระบรมรูปฉายาลักษณ์องค์นั้นออกไปให้ฝรั่งคิดทำพระบรมรูปหล่อ ช่างฝรั่งมีแต่รูปฉายาลักษณ์ไม่รู้พระรูปโฉมตระหนัก จึงคิดทำแบบฝรั่ง รูปพระองค์อ้วนท้วมมีกล้ามเนื้อแบบฝรั่ง ผิดเพี้ยนห่างไกลจากพระรูปโฉมที่จริง คงเป็นเมื่อทอดพระเนตรเห็นพระบรมรูปองค์นั้นทูลกระหม่อมไม่พอพระหฤทัย จึงสั่งให้ปั้นพระบรมรูปเท่าพระองค์ขึ้นใหม่”

โดยรัชกาลที่ 4 โปรดให้หลวงเทพรจนา (พลับ) เป็นผู้ปั้นพระบรมรูปขึ้นมาใหม่โดยมีขนาดสัดส่วนเท่าพระองค์จริงและปรับรูปแบบมาจากพระบรมรูป 63 ที่ทางฝรั่งเศสส่งมาทูลเกล้าถวายนั่นเอง (เอกสารบางฉบับระบุว่า พระยาหัตถการบัญชาซึ่งเป็นจางวางช่างสิบหมู่เป็นผู้ปั้น แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์เข้าพระทัยว่าเป็นหลวงเทพรจนาเป็นผู้ปั้นขึ้น) จนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมรูปพระองค์ฝีมือช่างสยามก็พอพระทัย แต่ยังมิทันได้ดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงตามพระราชประสงค์ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบรมรูปจึงยังอยู่ที่หอเสถียรธรรมปริต แล้วย้ายไปเก็บไว้ในพระบรมมหาราชวังตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 5 และ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ย้ายไปประดิษฐานไว้ในหอราชพงศานุสรณ์ จนถึงสมัยสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) โปรดให้นำพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 (ฝีมือช่างไทย) ไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทตามพระดำรัสแนะนำของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งผู้ที่อัญเชิญไปประดิษฐานครานั้นคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2503 ในรัชกาลที่ 9 ได้เกิดอัสนีบาต (ฟ้าผ่า) ตกลงมายังพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท ทำให้พระบรมรูปชำรุดเสียหาย บริเวณส่วนพระกร (แขน)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) จึงมีพระราชดำริให้ซ่อมแซมเหมือนเดิมโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์บูรณะให้เหมือนเดิม ต่อมามีพระราชนัดดาและเจ้านายหลายพระองค์ทรงเห็นว่าควรที่จะหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ถาวรด้วยโลหะ จึงได้ทรงบริจาคทรัพย์ช่วยกันเป็นทุน ให้กรมศิลปากรจัดการหล่อพระบรมรูปโลหะตามแบบพระบรมรูปปั้นองค์เดิม แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทนั้นแทนพระบรมรูปองค์เดิมมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้ และเมื่อครั้งงานพระราชพิธีฉลองพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2405 หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล ได้มาร่วมงานในครั้งนี้โดยในบันทึกของท่านได้กล่าวชื่นชมชาวเพชรบุรีที่มาในงานว่ามีกริยาเรียบร้อย ยิ้มแย้มแจ่มใส และยังกล่าวถึงคน ‘หาบ’ หมายถึงกลุ่มลาวโซ่งหรือไททรงดำ ดังความในบันทึกว่า “...สำหรับคนเดินขึ้นไม่ไหว คนหาบเป็นพวกโซ่ง แต่งฟอร์มเด็กชาครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 สวยงาม คือใส่กางเกงผ้าม่อฮ่อมสีน้ำเงินแก่ และเสื้อผ่าเอวยาวแค่เข่าขลิบสีแดง มีผ้าคาดพุงอย่างผ้าขะม้า และดูงาม”

นอกจากนี้ยังทรงกล่าวถึงพระที่นั่งราชธรรมสภาซึ่งในคราวนั้นน่าจะใช้เป็นที่รับรองของเจ้านายที่มาร่วมงานสมโภชพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 โดยปรากฏในบันทึกว่า “...สิ่งที่น่าชมเชยอีกอย่างหนึ่ง คือในห้องเสวยกลางวัน ในพระที่นั่งราชธรรมสภา ซึ่งเป็นห้องโถงยาวและมีพระระเบียงรอบสามด้าน เขาตั้งโต๊ะเสวยด้านขวาสุดห้องทางหนึ่งและมีโต๊ะเล็กๆ กับเก้าอี้พับตั้งเป็นหมู่ๆ ไป 2 ข้างห้อง สุดห้องอีกทางหนึ่งมีโต๊ะอาหารฝรั่งจากห้องเครื่องต้นวางอย่างบุฟเฟ่ต่อออกไปบนชานชลา...”

 

หมายเหตุ : พระบรมรูปรัชกาลที่ 4 องค์เดิมได้เชิญเข้ามาพักไว้ที่กรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2505 ภายหลังจากการซ่อมแซมแล้วเสร็จได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ย้ายไปประดิษฐานอยู่ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 เจ้าพนักงานเชิญขึ้นประดิษฐานบนแท่น กางกั้นนพปฎลมหาเศวตฉัตรที่ได้พระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวาย ครั้นเวลาประมาณ 17.30 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชดำเนินสู่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมพระบรมรูป พระสงฆ์ 10 รูปเจริญชัยมงคลคาถา แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับต่อจากนั้น เจ้าพนักงานตั้งบายศรี พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียน เป็นอันเสร็จพิธีสมโภชพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

 

อ้างอิง

คณะธรรมยุตและมหามกุฎราชวิทยาลัย. มหามกุฎราชานุสรณีย์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2511.

ชมรมดำรงวิทยา (ในอุปถัมภ์ หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล). เรื่อง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: บัณฑิตการพิมพ์, 2527.

เบญจวรรณ ทัศนลีลพร. “การออกแบบพระนครคีรี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2543.

ปภาณิน เกษตรทัต. เบื้องหลังรูปเคารพ คติความเชื่อรูปแทนบุคคลในสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน, 2558.

พูนพิสมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ประชุมพระนิพนธ์ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บำรุงบัณฑิต, 2529.

 

บทความโดย

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี