พระนครคีรี

คลังความรู้


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ วัดมหาสมณาราม

|
612 ครั้ง
|
blog_2

วัดมหาสมณาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ไหล่เขาด้านทิศตะวันออกของพระนครคีรี ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เดิมชื่อวัดสมณ (อ่านว่า สะ-หมน),วัดเขาสมณ, เอกสารบางฉบับระบุว่าชื่อ “วัดสมณะ” หรือ “วัดมหาสมน” (นอกจากนี้ แสนประเสริฐ ปานเนียม ได้เสนอว่า ตำนานเดิมกล่าวว่าในสมัยโบราณมีภิกษุลังกามาจำพรรษา ภิกษุเหล่านั้นเห็นมีต้นมะลิอยู่บนเขาเป็นจำนวนมากจึงพากันเรียกว่า “(วัด)เขาสุมน” (อ่านว่า สุ-มะ-นะ) แปลว่า “ดอกมะลิ” ชื่อเป็นที่นิยมเรียกกันมาแต่ครั้งนั้น ภายหลังจึงมีการเรียกเพี้ยนเป็นเขาสมน) สันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่นเดียวกับวัดอินทคีรี ซึ่งเป็นวัดร้างบนเขาสมณ ก็สันนิษฐานว่าเดิมเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา (อย่างไรก็ตามหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ของวัดอินทคีรีคือพระเจดีย์ที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมองค์หนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างเจดีย์ครอบเจดีย์องค์เก่านั้นเสีย ซึ่งก็คือพระธาตุจอมเพชรในปัจจุบัน) วัดสมณารามเป็นวัดที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองเพชรบุรี กล่าวคือ เป็นวัดมหานิกายแบบลังกาวงศ์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่4) ทรงคุ้นเคย เนื่องด้วยครั้งที่พระองค์ยังทรงผนวชอยู่ได้เสด็จธุดงค์มาเมืองเพชรบุรีในปลาย พ.ศ. 2367

ภายหลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระนครคีรี บรรดาพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ภายในวัดมหาสมณารามทราบข่าวว่าอยู่ในเขตสร้างพระราชวังจึงพากันย้ายไปจำพรรษาที่อื่น ทำให้วัดมหาสมณารามกลายเป็นวัดร้าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณซ่อมแซมวัดมหาสมณารามโดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหมเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานดังกล่าว ตามพระราชหัตถเลขาทรงมีถึงเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เมื่อ จ.ศ. 1222 (พ.ศ. 2403) ตอนหนึ่งว่า “ฉันได้ดูตัวการของวัดมหาสมณารามแล้วคิดจะสร้างต่อไป ด้วยเป็นวัดที่อยู่ใกล้ที่อยู่ ให้ขุนหมื่นชาวพระคลังมหาสมบัติคุมเงินออกมา 50 ชั่ง มาให้คุณศรีสุริยวงศ์จับจ่ายในการวัดมหาสมณรามโดยสมควร” ประการหนึ่งเพื่อเป็นการตอบแทนที่พระองค์เคยทรงอาศัยเมื่อครั้งทรงเพศบรรพชิตอยู่ และพระราชทานนามมีความหมายให้เป็นอนุสรณ์ถึงพระองค์ว่า “วัดมหาสมณาราม” เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหารฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ในพระราชพงศาวดาร (รัชกาลที่ 4) ฉบับของเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี ดังข้อความว่า “โปรดให้บูรณปฏิสังขรวัดที่เนินเขาอีกแห่งหนึ่ง ให้ชื่อว่า วัดมหาสมณาราม” เจ้าอธิการชื่อ พระครูสมณวงศ์ แลวัดคงคารามเป็นวัดเดิมอยู่ที่พื้นแผ่นดินวัดหนึ่ง โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นตั้งพระราชาคณะไปอยู่ชื่อ พระพิมลศาลสมณกิจ แลถนนนั้นให้ชื่อว่า ถนนราชวิถี แล้วให้ทำสะพานข้ามแม่น้ำก่อด้วยอิฐอย่างสะพานยุโรปสะพานหนึ่ง ฟากข้างเมืองเก่าให้สร้างถนนแลตึกตลาดขึ้นสองฟากถนน”

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาสมณารามตั้งแต่พ.ศ. 2402 – 2403 ในขณะช่วงที่บูรณใกล้จะแล้วเสร็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานระฆังหนึ่งใบ สำหรับมาแขวนไว้ที่วัด ดังพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ตอนหนึ่งว่า “...ระฆังเล็กสองคู่นั้น ฉันตั้งใจไว้จะให้แขวนที่ถ้ำเขาหลวงคู่หนึ่งที่วัดมหาสมณารามขอนหนึ่ง...” และในปี พ.ศ. 2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ทำการเฉลิมฉลองกุฎิใหม่เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 จ.ศ. 1222 (พ.ศ. 2403) ตามบันทึกของหมอบลัดเลย์ว่า วันที่ 22 มิถุนายน จ.ศ. 1222 "แห่พระไปเมืองเพชร..." วันที่ 28 มิถุนายน เสด็จประพาสเมืองเพชรเป็นครั้งที่สาม” ในการแห่พระตามที่หมอบลัดเลย์ระบุไว้ในบันทึก คือการแห่พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ จำนวน 10 รูป จากวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพระใบฎีกาเอม ข้าหลวงเดิมในพระองค์ซึ่งเป็นชาวบางจานเมืองเพชรบุรี ออกไปครองวัดมหาสมณารามตำแหน่งพระครูมหาสมณวงศ์ กับพระอันดับอีก 9 รูป พร้อมด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัยหนึ่งองค์ รวมทั้งเทวรูป (พระภูมิ) ที่จะนำมาประดิษฐานบนหอพิมานเพชรมเหศวร์ โดยเดินทางออกจากกรุงเทพมหานครเมื่อวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 ดังข้อความที่ปรากฏจากสารตราของพระศรีเสาวการมีถึงพระยาเพชรบุรีเมื่อวันจันทร์ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอกโทศก ว่า “มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สั่งว่า กำหนด ณ วันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 เวลาเช้าจะแห่พระพุทธรูป พระครู 1 พระอันดับ 9 ไปส่งที่วัดมหาสมณาราม... ครั้น ณ วันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 ขบวนแห่ถึงวัดบ้านแหลม เชิญพระพุทธรูป พระสงฆ์ เทวรูปขึ้นพักที่วัดแล้วจะเสด็จทางชลมาตลงเรือพระที่นั่งกลไฟไปเมืองเพชรบุรี ณ วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 เพลาเช้า ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 8 เช้า เสด็จจากพระที่นั่งกลไฟขึ้นประทับวังเมืองเพชร ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 เช้า ให้เรือขบวนแห่กลับมารับพระพุทธรูป พระสงฆ์ เทวรูป แต่วัดบ้านแหลมไปส่งที่วัด ที่ศาลเมืองเพชรบุรี ล้วให้มีปี่พาทไทย จีน กลองแขก แลเครื่องการเล่นต่างๆ ให้ครึกครื้นมาเตรียมแห่ให้สนุกสนานแล้วให้มีสะเบียงอาหารสำรับคาวหวานเลี้ยงพระสงฆ์แลขบวนแห่ให้พอ ครั้น ณ วันเดือน 8 ขึ้น 8 ค่ำ 9 ค่ำ (รัชกาลที่ 4) จะเสด็จไปทรงปิดทองในถ้ำเขาหลวง ครั้น ณ วันขึ้น 9 ค่ำเดือน 8 พระสงฆ์ 5 รูป จะสวดพระพุทธมนต์ที่กติ(กุฎิ)ใหม่วัดมหาสมณาราม ครั้น ณ วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 เช้า พระสงห์จะรับพระราชทานฉัน เสด็จถวายเครื่องไทยทาน ให้พระยาเพชรบุรีกรมการเบิกเงินต่อกรมวัง มาจัดของความหวานถวายพระสงห์ฉันเช้า คาว 5 หวาน 5 รวม 10 สำรับฉันเพล คาว 10 หวาน 10 รวม 20 สำรับ วันละสองเป็นเงิน 3 ตำลึง 3 บาท แล้วให้จัดสิ่งของใส่อ่างๆ ละบาท สิบอ่างเป็นเงิน 2 ตำลึง 2 บาท รับอ่างต่อชาวพระคลังในช่วยให้จัดของคาวหวานถวายพระสงห์ให้ทัน แล้วสานกระบุงลายสอง ตะกร้าขนาบโรย กระชอน คันบวย กับหม้อข้าว หม้อแกง เชิงกรานสิ่งละ 10 ใบเตรียมถวายให้ทันเวลาเสด็จ...”

หลังจากที่พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ อัญเชิญพระสงฆ์ตลอดจนฉลองวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น พระองค์ยังทรงดูแลวัดมหาสมณารามตลอดมา อาทิ ได้พระราชทานเทียนลายจำหลักประจำพรรษา น้ำมันมะพร้าว 15 ทนานถวายแก่วัดมหาสมณาราม นับเป็นวัดแห่งแรกในเมืองเพชรบุรีที่มีเทียนหลวงถวายดังข้อความที่ปรากฎในสารตราพระยาศรีสรราชภักดีที่มีถึงพระยาเพชรบุรี เมื่อวันจันทร์ แรม 4 ค่ำ เดือน 7 ปีฉลู ศัปตศก จ.ศ.1227 (พ.ศ. 2408) ข้อความว่า “ด้วยมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า ณ เดือน 8 แรมค่ำหนึ่ง ปี ฉลู ศัปตศก (สัปตศก-ผู้เขียน) ถึงกำหนดพระสงห์จะจำพระวสาพระรัตนตรัย ณ อารามหลวงกรุงเทพฯ และหัวเมืองปักใต้ฝ่ายเหนือพระอารามวัดมหาสมณารามเมืองเพชรบุรีนั้น เคยทรงพระราชอุทิศส่งเทียนออกมาให้เจ้าเมือง กรมการเมืองบูชาทุกปี ให้พระยาเพชรบุรี ปลัด แต่งกรมการเข้าไปรับเทียนพระวสาต่อเจ้าพนักงานกรุงเทพฯ แต่เดือน 8 ข้างขึ้นออกมาบูชาตามเคย” ส่วนการถวายผ้ากฐินนั้นก็โปรดให้ถวายเป็นกฐินหลวงตั้งแต่ พ.ศ. 2403 เป็นต้นมาโดยพระองค์ได้เสด็จออกมาถวายด้วยพระองค์เอง ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงเจ้าพระยาสุริยวงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ – ช่วง บุนนาค) ว่า “จดหมายมาถึงคุณศรีสุริยวงศ์ว่า เมื่อคุณศรีสุริยวงศ์ลาฉันว่าจะออกมาเมืองเพชรบุรีนั้น ฉันยังหาได้คิดกะการกฐินเป็นแน่ลงไปไม่ บัดนี้ฉันคิดว่าวันอาทิตย์ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 จะเข้าไปปากน้ำแม่กลองขึ้นทอดกฐินที่วัดอัมพวันเจติยาราม แล้วจะกลับออกมาทางทะเลด้านมาบ้านแหลม แล้วจะลงเรือพายมาในเวลากลางคืน ขึ้นมาโดยแม่น้ำมาขึ้นท่าต้นโพธิ์ที่ประทับแล้วจะไปพระนครคีรีใกล้ถึงเวลากลางคืนนั้น ครั้นวันอังคาร ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 12 จะทอดกฐินที่ “วัดมหาสมณาราม”วัดหนึ่ง วัดคงคา(อีก)วัดหนึ่ง ครั้นวันพุธ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 12 จะแจกเบี้ยหวัดให้เสร็จ ครั้นเวลาค่ำจะกลับมาทางทะเล...”

ในขณะที่พระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวลงวันที่ 23 ตุลาคม ว่า “พระองค์เสด็จถึงปากน้ำตำบลบ้านแหลมเวลา 3 โมงเช้าถึงพระนครคีรีบ่าย 2 โมงทรงทอดกฐิน ณ วัดพระพุทธไสยาสน์และวัดมหาสมณาราม ส่วนพระราชธิดาในพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้เสด็จไปทอดกฐิน ณ วัดเขาบรรไดอิฐและวัดมหาธาตุ” เครื่องกฐินที่รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่วัดมหาสมณาราม ประกอบด้วย ผ้าไตรถวายพระกฐิน 1 ไตร ผ้าขาวมหากฐิน 1 พับ ไตรปี 1 ไตร สำหรับถวายพระสมุห์และมีเครื่องอันดับกับเครื่องบริขาร และโปรดเกล้าฯให้มีการแห่อย่างสนุกสนานครึกครื้น แม้ในช่วงปลายรัชกาลทรงมีพระราชกิจบ้านเมืองค่อนข้างมาก แต่ก็ทรงมอบให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทนบ้าง หรือมอบให้พระยาเพชรบุรีดำเนินการถวายแทน

          วัดมหาสมณารามมีศิลปวัตถุที่สำคัญคือ พระอุโบสถ ที่สร้างเป็นอาคารหลังคาจั่วมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันทั้งสองด้านของอาคารมีตราพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งพระรัศมีอันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 4 อยู่กึ่งกลาง ขนาบด้วยฉัตร 2 ข้าง ด้านล่างทำเป็นรูปพระอาทิตย์ (ซ้าย) และพระจันทร์ (ขวา) ล้อมรอบด้วยลวดลายก้านขดที่ทำเป็นรูปลายใบไม้อย่างเทศ ด้านหน้าประตูทางเข้าทั้งทางด้านทิศตะวันออก-ตกของอาคารทำเป็นอาคารโถงในแนวขวางกับอาคารพระอุโบสถ อาคารโถงดังกล่าวทำซุ้มทางเข้าโค้งแบบตะวันตกยอดซุ้มแหลม ผนังสกัดด้านหน้าและหลังพระอุโบสถมีประตูด้านละ 2 ประตู ด้านล่างบริเวณส่วนรองรับอาคารทำเป็นฐานสิงห์และฐานบัวลูกแก้ว ไม่มีลวดลายประดับ ผนังฉาบปูนขาวเจาะช่องหน้าต่าง 5 ช่อง เสาของอาคารบริเวณส่วนบัวหัวเสาทำปูนปั้นเป็น บัวแวง มีคันทวยไม้ประดับกระจกสีรองรับชายคาปีกนก ด้านบนส่วนหลังคามีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เช่นเดียวกันกับพระอุโบสถ เสมารอบอุโบสถมีลักษณะเป็นแท่งหินสี่เหลี่ยม (ทรงลูกบาศก์) ตั้งบนฐานสูง มุมทั้งสี่ของเสมาสลักเป็นรูปพญานาค กึ่งกลางด้านข้างของเสมาแต่ละด้านมีลายสลักทำเป็นรูปดอกไม้ 6 กลีบ ด้านบนของเสมามีลักษณะคล้ายหัวเม็ดทรงมัณฑ์ ซึ่งรูปแบบของเสมาดังกล่าวเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งสามารถพอเสมารูปแบบใกล้เคียงกันนี้ที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ส่วนซุ้มหน้าต่างประดับด้วยปูนปั้นลายช่อดอกไม้ ลักษณะเป็นก้านต่อดอกแบบก้านขดลายอย่างเทศ

ภายในพระอุโบสถของวัดนี้ มีพระประธานปางมารวิชัย แบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 4 และมีภาพเขียนจิตรกรรมสีฝุ่น ฝีมือของขรัวอินโข่ง จิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 3-4 บริเวณด้านบนเหนือหน้าต่างที่ผนังทั้งสี่ด้านเป็นภาพการไปนมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา เช่น ภาพนมัสการพระพุทธบาท ภาพนมัสการพระปฐมเจดีย์ ภาพนมัสการพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ภาพพระนครคีรี ส่วนภาพระหว่างหน้าต่างภาพวาดแสดงปรัชญาเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย การวาดภาพทิวทัศน์ประกอบเป็นลักษณะ ศิลปะแบบตะวันตกที่ใช้ภาพสามมิติมาผสมผสานกับจิตรกรรมไทย นับเป็นภาพวาดฝีมือขรัวอินโข่งแห่งเดียวในเมืองเพชรบุรี ซึ่งเป็นชาติภูมิ (บ้านเกิดของท่าน)

 

 

อ้างอิง :

กรมศิลปากร. พระนครคีรี. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สหประชาพาณิชย์, 2530.

ณัฏฐภัทร จันทวิช. ศิลปกรรมแบบพระราชนิยม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2559.

ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสิทร์ รัชกาลที่ ๔. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2558.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเมืองเพชร. เพชรบุรี: บริษัทเพชรภูมิการพิมพ์จำกัด, 2542. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์สายพิณ เปี่ยมสง่า วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2542).

พระกิตติสารกวี เจ้าอาวาสวัดมหาสมณารามราชวรวิหาร (ผู้อำนวยการจัดพิมพ์). วัดมหาสมณารามราชวรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี. เพชรบุรี: บริษัท เพชรภูมิการพิมพ์ จำกัด, 2552.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พุทธศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ : พัฒนาการของงานช่างและแนวคิดที่ปรับเปลี่ยน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2556.

 

 

บทความโดย

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี