พระนครคีรี

คลังความรู้


ความสำคัญของพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท บนพระนครคีรี

|
1235 ครั้ง
|
blog_2

พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท เป็นพระที่นั่งองค์หนึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาทางทิศตะวันตกของพระนครคีรี ในพื้นที่เขตพระราชฐานชั้นกลาง (ซึ่งกำหนดเป็นที่ตั้งของพระมหาปราสาทและหมู่อาคารพระที่นั่งต่างๆ สำหรับเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์) อาจกล่าวได้ว่าเป็นพระที่นั่งองค์หนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดในหมู่อาคารต่างๆบนพระนครคีรี เนื่องด้วยประการแรก เป็นพระที่นั่งที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในหมู่พระที่นั่งองค์อื่น บนยอดเขาทางทิศตะวันตกของพระนครคีรี ประการที่สอง ตำแหน่งของพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทเป็นเสมือนจุดบรรจบของแนวอาคารต่างๆ กล่าวคือ แนวแกนประธาน ประกอบไปด้วย พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ และแนวแกนรองประธานจะประกอบไปด้วย หอชัชวาลเวียงชัย และ พระที่นั่งราชธรรมสภา ดังนั้นการที่ตำแหน่งของพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทเป็นจุดบรรจบของแกนดังกล่าวจึงเท่ากับสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพระที่นั่งดังกล่าวนั้นเอง (และแม้จะไม่ปรากฏหลักฐานนามผู้ออกแบบพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท แต่ผู้เขียนสันนิษฐานว่า ผู้ออกแบบคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมสาย กรมขุนราชสีหวิกรม เนื่องด้วย ปรากฏหลักฐานว่าพระองค์มีส่วนสำคัญในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีบนพระนครคีรี อาทิ พระธาตุจอมเพชร พระวิหาร(น้อย) และพระสุทธเสลเจดีย์ รวมทั้งพระองค์ยังเป็นผู้ที่ออกแบบ ปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ในรัชกาลที่ 4) ซึ่งมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท)

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของอาคารพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท เป็น อาคารจัตุรมุขในผังกากบาทตัวอาคารด้านนอกบริเวณส่วนฐานเป็นฐานสิงห์ ถัดขึ้นมาคือฐานบัวลูกแก้วอกไก่ 1 ชั้น บริเวณส่วนล่างของตัวเรือนประดับ “กาบพรหมศร” ทำด้วยปูนปั้น ผนังอาคารก่ออิฐฉาบปูนเรียบ บัวหัวเสาตกแต่งด้วยปูนปั้นเป็นแบบ “บัวแวง” มุขทางด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือ และทิศใต้ มีขนาดความยาวเท่ากัน ขณะที่มุขทางทิศตะวันออกจะมีขนาดทางยาวมากกว่าโดยจะมีมุขโถงชนิดมุขใต้ขื่อยื่นออกมาซ้อนกัน 2 ชั้น ซึ่งใช้สำหรับเป็นทางเดินเข้าสู่พระที่นั่ง หลังคาของมุขแต่ละด้านเป็นทำเป็นหลังคาซ้อนชั้นกัน 2 ชั้น ด้านหน้าทางเข้าอาคารเป็นมุขโถงชนิดมุขใต้ขื่อยื่นออกมา ส่วนของหน้าบันหลังคาเป็นปูนปั้นลายก้านขดออกปลายเป็นลายช่อหางโต ขณะที่กรอบหน้าบันเป็นงานแบบไทยประเพณี กล่าวคือ ประกอบไปด้วย ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ ส่วนชั้นหลังยอดปราสาททำเป็นปรางค์ 5 ยอด ในผังสี่เหลี่ยมยกเก็จ โดยมีปรางค์ประธานอยู่กึ่งกลางและปรางค์บริวารล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ภายในอาคารส่วนของผนังจะทำหน้าที่รับน้ำหนักของส่วนชั้นหลังคา ส่วนเพดานภายในจะเป็นรูปแบบของการทำเพดานโค้ง เลียนแบบงานสถาปัตยกรรมแบบยุโรปซึ่งเริ่มมีอิทธิพลต่องานช่างไทยในรัชสมัย รัชกาลที่ 4 (เช่นเดียวกับอาคารอื่นๆบนพระนครคีรีที่จะเห็นได้ว่าเป็นการผสมผสานรูปแบบทางศิลปกรรมระหว่างตะวันตกกับแบบจีนนั่นเอง)

ความสำคัญของพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทนั้น นอกเหนือจากเรื่องของตำแหน่งที่ตั้งดังที่ได้กล่าวไปในตอนต้นแล้ว ยังกล่าวได้ว่าสร้างขึ้นด้วยเป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 4 เนื่องด้วยพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะทำให้พระนครคีรีมีสถานะเป็นพระราชแห่งหนึ่งของพระองค์ โดยปรากฏใน ประชุมพงศาวดารภาคที่ 25 เรื่อง “สถานที่แลวัดถุซึ่งสร้างในรัชกาลที่ 4” กล่าวว่า

“พระที่นั่งเวชยันตวิเชียรปราสาท เปนปราสาทหลังน้อยยอดปรางค์ สร้างขึ้นโดยพระราชดำริห์ว่า พระราชวังใหญ่โตแต่โบราณเช่นพระราชวังนารายน์ราชนิเวศน์ที่เมืองลพบุรี ย่อมมีปราสาท จึงทรงสร้างขึ้นเปนสังเขปที่พระนครคีรี”

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแต่เดิมนั้นภายในพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทจะเป็นห้องว่างและไม่ได้ประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้มีการอัญเชิญพระบรมรูปรัชกาลที่ 4 มาประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวชยันต์วิเขียรปราสาท ดังข้อความในสาสน์สมเด็จ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความตอนหนึ่งว่า

...เมื่อตอนปลายรัชชกาลที่ 5 สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โปรดฯ ให้หม่อมฉันซ่อมพระนครคีรีรับดุ๊กโยฮันอันเบรท ได้ซ่อมถึงพระที่นั่งเวไชยันต์วิเชียรปราสาทด้วยเห็นเปล่าอยู่นึกจะหาอะไรตั้งเป็นที่ประธานยังคิดไม่ออก ครั้นถึงรัชชกาลที่ 6 หม่อมฉันยังเห็นพระบรมรูปทูลกระหม่อม (พระบรมรูปรัชกาลที่4 – ผู้เขียน) อยู่ในหอราชพงศานุสสรณ์ จึงชี้แจงกับเจ้าพระยาธรรมมาฯ ว่าถ้าเชิญไปประดิษฐานเปนประธานพระที่นั่งเวไชยันต์วิเชียรปราสาทจะเหมาะดีนักหนาเพราะปราสาทองค์นั้นเปนปราสาทยังว่างอยู่...”

ซึ่งผู้ที่อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทครานั้นคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2503 ในรัชกาลที่ 9 ได้เกิดอัสนีบาต (ฟ้าผ่า) ตกลงมายังพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท ทำให้พระบรมรูปชำรุดเสียหาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) จึงมีพระราชดำริให้ซ่อมแซมเหมือนเดิม และได้มีการหล่อพระบรมรูปเป็นสำริดประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทแทนตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้

ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากทางด้านงานศิลปกรรมของพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทแล้ว อาจกล่าวได้ว่า การใช้งานสถาปัตยกรรมแบบปรางค์ เป็นสัญลักษณ์ของอาคารที่มีความหมายว่าเป็นปราสาทดังกล่าวนั้น อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นอาคารที่เรียกว่า “กุฎาคาร” ซึ่งหมายถึงสถาปัตยกรรมที่หมายถึงอาคาร/เรือนที่มียอดแบบปรางค์ (ส่วนหลังคารองรับส่วนยอดของปรางค์) ซึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ยังปรากฏรูปแบบการทำปรางค์อยู่บนชั้นหลังคาที่สำคัญอื่นๆ อาทิ ปราสาทพระเทพบิดร (แต่สร้างไม่ทันแล้วเสร็จในรัชกาลที่ 4 โดยตั้งอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ) และ พระปรางค์ 4 องค์ใน วัดมหาพฤฒาราม เป็นต้น จากตัวอย่างที่ยกมานั้นสถาปัตยกรรมแต่ละแห่งก็ล้วนแล้วแต่มีหน้าที่การใช้งานและคติความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป สำหรับพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระนครคีรี ก็เป็นสถาปัตยกรรมหนึ่งที่แฝงคติความเชื่อสัญลักษณ์ไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ ประการแรก พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทเปรียบเสมือนศูนย์กลางของเขาพระสุเมรุเทียบเท่ากับการทำให้เขามหาสวรรค์เสมือนเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามคติ “ไตรภูมิ” หรือจักรวาลแบบไทยประเพณีที่แต่เดิมเชื่อกันว่า

“จักรวาลมีเขาพระสุเมรุอยู่กึ่งกลางและล้อมรอบด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์ 7 ชั้น ในระหว่างภูเขามีทะเลสีทันดรคั่นไว้อยู่ และพ้นจากเขาลูกสุดท้ายจะเป็นสีทันดรแผ่ทั่วทั้งจักรวาล”

และเมื่อพิจารณาจากปรางค์บนชั้นหลังคาของพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท แน่นอนว่า ปรางค์กึ่งกลางนั้นคือปรางค์ประธานแทนคติเขาพระสุเมรุ ขณะที่ปรางค์บริวารที่อยู่ประจำทิศหลักก็เปรียบเสมือนกับทวีปใหญ่ทั้งสี่ ได้แก่ ปรางค์บริวารทิศเหนือ แทน อุตตรกุรุทวีป, ปรางค์บริวารทิศตะวันออก แทน บุรพวิเทหทวีป ปรางค์บริวารทิศตะวันตก แทน อมรโคยานทวีป และปรางค์บริวารทิศใต้ แทน ชมพูทวีป นอกจากนี้กระโจมไฟที่มุมทั้งสี่ก็น่าจะหมายถึง “ยุปรทวีป”  ซึ่งเป็นทวีปเล็กๆทั้งสี่ที่ตั้งอยู่ระหว่างทวีปหลัก 4 ทวีป ส่วนประตูที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท ทั้ง 2 ประตู ได้แก่ ประตูจันทร์แจ่มจำรูญ และ ประตูสูรย์แจ่มจำรัส ก็เปรียบเสมือนพระอาทิตย์-พระจันทร์ ที่โคจรอยู่รอบเขาพระสุเมรุนั้นเอง

ประการที่สอง นอกเหนือจากการสถาปนาเขามหาสวรรค์ว่าเป็นเขาพระสุเมรุแล้ว ยังเชื่อมโยงกับคติ “อินทราชา” กล่าวคือ บนเขาพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งเป็นที่สถิตของพระอินทร์ โดยสถิตอยู่ใน “ไพชยนต์วิมาน” (วิมานของพระอินทร์) และตำแหน่งพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทยังสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมอื่นๆ อาทิ “ประตู” โดยประตู “ดำเนินทางสวรรค์” ซึ่งเป็นประตูที่เชื่อมระหว่างพระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์และพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทก็เปรียบเสมือนทางเสด็จของพระอินทร์ไปสู่วิมานของพระองค์ (ไพชยนต์วิมาน/พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท) และ พระที่นั่งราชธรรมสภา ก็เปรียบเสมือน “สุธรรมเทวสภา” อันเป็นที่ชุมชนุมของเทวดาตั้งอยู่ในอุทยานบุณฑริกวัน (สวรรค์ชั้นดาวดึงส์) เป็นต้น

 

อ้างอิง

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. ประชุมพงศาวดารภาคที่ 25 เรื่องสถานที่แลวัดถุซึ่งสร้างในรัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณ พิพรรฒธนากร, 2465. (นายเซี้ยง กรรณสูตร พิมพ์ในงานปลงศพสนองคุณบิดา เมื่อ พ.ศ. 2465)

นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา, 2406-2490. สาสน์สมเด็จ เล่ม 5. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2546.

เบญจวรรณ ทัศนลีลพร. “การออกแบบพระนครคีรี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2543.

พัสตราภรณ์ แก่นพรม. “การศึกษารูปแบบพระปรางค์ และสถาปัตยกรรมที่มียอดปรางค์ในรัชกาลที่ 4-6” วิทยานิพนธ์สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556.

 

 

บทความโดย

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี