พระนครคีรี

คลังความรู้


พระพุทธรูปจำลองบนพระนครคีรี : พระไพรีพินาศ (จำลอง)

|
339 ครั้ง
|
blog_2

พระไพรีพินาศ (จำลอง) ประดิษฐาน ณ พระปรางค์แดง บนยอดเขาทางทิศตะวันออกของพระนครคีรี โดยมีการปั้นแต่งเติมแท่นประดิษฐานเพิ่มเติม ที่ฐานด้านหน้ามีจารึกข้อความ 1 บรรทัด ข้อความว่า “พระไพรีพินาศ” และด้านหลังมีจารึก 2 บรรทัดคือ บรรทัดแรก “จังหวัดเพชรบุรี” และบรรทัดที่สอง “๒๕๓๒” ซึ่งทางจังหวัดเพชรบุรี ได้มอบให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ เป็นปีเดียวกับที่มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครคีรี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี (พร้อมกับพระพุทธรูปอีก 2 องค์คือ พระนิรันตรายในซุ้มเรือนแก้ว (จำลอง) ประดิษฐาน ณ พระวิหารน้อย และ พระพุทธสุวรรณเขต (จำลอง) แต่เดิมประดิษฐานอยู่ ณ ศาลาด้านข้างพระปรางค์แดง ปัจจุบันย้ายมาประดิษฐาน ณ หอพิมานเพชรมเหศวร์ ซึ่งด้านหลังพระพุทธรูปศิลปะล้านนา (จำลอง) ณ หอพิมานเพชรมเหศวร์ (อาคารหลังกลาง) )

          พระไพรีพินาศ เป็นพระพุทธรูปที่มีผู้นำมาทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 โดยคำว่า “ไพรีพินาศ” อาจแปลความหมายได้ว่า “ไพรี” หมายถึง ผู้มีเวรหรือข้าศึกศัตรู และคำว่า “พินาศ” แปลว่า ฉิบหายหรือความฉิบหาย เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกันจะแปลว่า “ข้าศึกศัตรูฉิบหาย” หรือ อาจหมายถึง “ผู้ที่มีเวรต่อกันถึงคราวล่มจมฉิบหายไป” นอกจากนี้ ในงานของ ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม เรื่อง พระพุทธไพรีพินาศ ยังได้เสนอว่า คำว่า “ไพรี” มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า “ไวร” ซึ่งหมายถึง “เวร” ในภาษามคธซึ่งทั้ง เวร และ ไวย แปลว่า ความเกลียด ความพยาบาท ความปองร้าย เป็นต้น

          พุทธลักษณะของพระไพรีพินาศ ในความเห็นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ ทรงกล่าวถึงพุทธลักษณะของพระไพรีพินาศปรากฏในสาสน์สมเด็จลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2477 ความว่า “...หม่อมฉันได้ไปพิจารณาดูองค์พระพุทธรูปนั้น เปนพระพุทธรูปศิลาแบบมหายานปางนั่งประทานอภัย คือเหมือนพระมารวิชัยแต่หงายพระหัตถ์ขวา...” ขณะที่ พิริยะ ไกรฤกษ์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะได้บรรยายพุทธลักษณะของพระไพรีพินาศว่ามีความคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปศิลปะชวา กล่าวคือ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรปางประทานพร รูปแบบพุทธศิลป์มีความคล้ายคลึงกับพระรัตนสัมภวะ พระชินพุทธะ ซึ่งเป็นพระประจำทิศใต้ที่ จันทิเสวุ (Candi Sewu) ในชวาภาคกลาง ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 14

          พระไพรีนาศเป็นพระพุทธรูปที่มีผู้นำมาทูลเกล้าฯ ถวายแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะที่มูลเหตุของการตั้งชื่อพระไพรีพินาศ กล่าวกันว่ามาจากการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพ้นภัยจากหม่อมไกรสร ดังข้อความของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในสาสน์สมเด็จลงวันที่เดียวกับข้างต้นว่า

“...หม่อมฉันเคยพบเรื่องประกาศพระราชพิธีจร ว่าทูลกระหม่อมทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อปีฉลู พ.ศ. 2536 (ปีที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสมภพ) ความในประกาศนั้นกับพระนามพระพุทธรูป บ่งชัดว่าบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพ้นภัยจากหม่อมไกรสร พระพุทธรูปองค์นี้ทูลกระหม่อมทรงได้ไว้ตั้งแต่ยังทรงผนวชใกล้ๆ กับเวลากำจัดหม่อมไกรสรจึงทรงถือเป็นนิมิตร์ เดิมเห็นจะเอาไว้ที่อื่น ที่โปรดฯให้สร้างเก๋งประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นั้นไว้ที่พระเจดีย์วัดบวรนิเวศน เห็นจะเปนตอนปลายรัชชกาลที่ 4 หม่อมฉันนึกจำได้เปนเงาๆ ว่าเมื่อหม่อมฉันบวรเณรเก๋งนั้นยังไม่แล้ว ท่านก็เสด็จประทับอยู่วัดนั้นเมื่อทรงผนวช จะทรงจำได้บ้างดอกกระมัง แต่พระพุทธรูปองค์นี้จะมีใครถวายหรือจะทรงได้มาจากไหนไม่ทราบ”

          เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับหม่อมไกรสร หรือ กรมหลวงรักษรณเรศนั้น เป็นเรื่องที่‘เชื่อ’กันว่า หม่อมไกรสรเป็นผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอยู่ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยมีเหตุต่างๆที่เป็นปรปักษ์กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาทิ ในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินจากรัชกาลที่ 2 ไปสู่รัชกาลที่ 3 หม่อมไกรสรเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นในการลวงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะนั้นยังทรงผนวชอยู่วัดสมอราย) ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมชนกนาถมีรับสั่งให้ไปเข้าเฝ้า ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปด้วยเข้าพระทัยว่ารัชกาลที่ 2 มีรับสั่งจริง แต่ปรากฏกลับถูกเชิญไปประทับใน วัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่หลายวัน จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 3 เรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงได้กลับมาประทับ ณ วัดราชาธิวาสตามเดิม ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ปรากฎชัดเจนในโคลงลิลิตมหามกุฎราชคุณานุสรณ์ (ในหัวข้อ ทรงพระอุปสมบท แลสมเด็จพระบรมชนกนาถเจ้าสวรรคต) ขยยกตัวอย่างบทสำคัญดังนี้

บทที่กล่าวถึงการลวงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่2)

 

                                      จึงบทะจรสู่เวิ้ง                          วังหลวง

                             อมาตย์สนิธทูลผิดขวง                         ข่าวอ้าง

                             โองการท่านเรียกดวง                         ปิยดนุช ชีเอย

                             ด่วนใฝ่เฝ้าเจ้าช้าง                             ชนกมื้อดุรามัย             ฯ

 

บทที่กล่าวถึงการเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ไปประทับ ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

                                       เขาเชีญไปวัดพระแก้ว               มรกต อกอา

                             พักณพระอุโบสถ                               ต่างเฝ้า

                             อ้างองค์พระทรงพรต                          พลุกพล่าน สมฤๅ

                             อละหม่านแต่งทหารเฃ้า                      แวดล้อมวงรวัง             ฯ

                                      ประทับบังอุโบสถสิ้น                 สับดวาร พ่ออา

                             ห่างมิตศิษย์บริพาร                            ผ่อนเฝ้า

                             คึกคักแต่พนักงาร                             สนมนิเวศ ะรักษ์ฤๅ

                             คอยพิทักษ์สมศักดิ์เจ้า                      พระฟ้าประดาผงม                  ฯ

 

          นอกจากนี้ยังมี‘เรื่องเล่า’กันว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศน์ ก็ทรงถูกรบกวนจากหม่อมไกรสร เช่น การแกล้งใส่บาตรพระธรรมยุตินิกายด้วยข้าวต้ม ให้ร้อนมือที่อุ้มบาตร เป็นต้น อย่างไรก็ตามในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 หม่อมไกรสรต้องโทษคดีความ และถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ รวมทั้งบ่าวอีก 3 คนก็ถูกประหารชีวิตไปด้วยเช่นกัน โดยมีมูลเหตุจากคดีความขั้นร้ายแรงคือการคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ รวมถึงคิดจะตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดจนการติดสินบนในการชำระคดีความต่างๆและการตั้งขุนนางเพื่อเป็นพวกพ้องของตน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯให้ถอดจากพระยศเสียและให้เรียก “หม่อมไกรสร” และนำไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ที่วัดปทุมคงคา เมื่อ วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2391 อายุได้ 58 ปี ในการประหารชีวิตหม่อมไกรสรครั้งนี้จึงเสมือนเป็นการสิ้นสุดของความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับหม่อมไกรสร ซึ่งช่วงเวลาที่ประหารดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับพระพุทธรูปที่ทรงพระราชทานนามว่า พระไพรีพินาศ นั้นเอง

 

อ้างอิง

ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม และ ขจร สุขพานิช. พระเกียรติประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2547.

นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ารมพระยา. สาส์นสมเด็จ เล่ม 6. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2546.

นราธิปประพันธ์พงศ์, กรมพระ, โคลงลิขิตมหามกุฎราชคุณานุสรณ์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547.

พิริยะ ไกรฤกษ์. ลักษณะไทย พุทธปฏิมา อัตลักษณ์พุทธศิลป์ไทย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน), 2551.

 

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เมื่อวันที่12 พค 2560

ผู้ให้ข้อมูล

๑.นายอนุชิต วิริยะสกุล ยามรักษาการณ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ปฏิบัติงาน ณ พระนครคีรี 2503 – ปัจจุบัน

๒.นายพุด อินทเสม คนงาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ปฏิบัติงาน ณ พระนครคีรี 2528 – ปัจจุบัน (เป็นผู้ปั้นแต่งฐานสำหรับประดิษฐานพระไพรีพินาศ ณ พระปรางค์แดง)

๓.นางยุพา  อินทเสม คนงาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ปฏิบัติงาน ณ พระนครคีรี 2532 – ปัจจุบัน

๔.นายสมจิตร  เรืองทิพย์  เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ปฏิบัติงาน ณ พระนครคีรี 2539 – ปัจจุบัน

 

บทความโดย

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี