พระนครคีรี

คลังความรู้


ชาวลาวเพชรบุรี : แรงงานสำคัญกับการก่อสร้างพระนครคีรี

|
2052 ครั้ง
|
blog_2

กลุ่มชาวลาว กับ พระนครคีรี

          เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่า การก่อสร้างพระนครคีรี นั้นแรงงานหลักที่สำคัญ คือ กลุ่มชาวลาวโซ่ง หรือ ไททรงดำ และกลุ่มลาวพวน ซึ่งในคราวนั้นได้ถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานดำเนินการก่อสร้างพระนครคีรี ซึ่งเป็นพระราชวังที่ตั้งอยู่บน เขาสมณ หรือ เขามหาสวรรค์ (ชื่อที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานนามภูเขาลูกนี้ในเวลาต่อมา) โดยได้มีการก่อสร้างทั้งสามยอดเขา แต่ละยอดก็เป็นที่ตั้งอาคารที่มีความสำคัญแตกต่างกันไปและภายหลังแม้การก่อสร้างพระนครคีรีจะแล้วเสร็จ ทั้งกลุ่มชาวลาวโซ่ง หรือ ไททรงดำและ กลุ่มชาวลาวพวน ก็ยังเป็นแรงงานที่สำคัญในการดูแลรักษาตลอดจนรับใช้ พระมหากษัตริย์และเจ้านายที่มาประทับ ณ พระนครคีรีแห่งนี้มาโดยตลอด

          ประวัติโดยสังเขปสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ลาวโซ่ง หรือ ไททรงดำนั้น แต่เดิมอาศัยอยู่ในบริเวณสิบสองจุไท หรือ สิบสองเจ้าไท โดยถูกกวาดต้อนเข้ามาในไทยช่วงสมัยธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นว่าในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ได้กล่าวถึงการกวาดต้อนชาวลาวโซ่งว่าเมื่อครั้นกองทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช ตีเมืองทันต์และเมืองม่อย 2 เมืองนี้ซึ่งเป็นลาวทรงดำ ก็ได้ครอบครัวลาวทรงดำมาจำนาวนมาก และกวาดต้อนลาวทรงดำมาถึงกรุงเทพฯในเดือนยี่ปีกุนเอกศก โดยครอบครัวลาวทรงดำนั้นโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เพชรบุรี และปัจจุบันชาวลาวโซ่งได้กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆทั่วจังหวัดเพชรบุรี มีอาชีพหลักคือการทำนา

          ส่วนกลุ่มชาวลาวพวนนั้นก็ถูกทางสยามกวาดต้อนมาตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถิ่นฐานเดิมอยู่ในแคว้นเชียงขวางหรือบริเวณที่ราบสูง ในประเทศสาธารณรัฐธิปไตยประชาชนลาวและอาศัยอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในจังหวัดเพชรบุรี อาทิ บางขุนไทร ดอนผิงแดด บ้านมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง บ้านหนองปลาไหล และมีอาชีพหลักทำนาเช่นกัน

          เมื่อครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังบนภูเขามหาสวรรค์ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระพรหมบริรักษ์ เจ้ากรมพระตำรวจออกมาสำรวจและจัดทำแผนผังร่วมกับพระยาเพชรบุรี (บัวใหญ่) ในปี พ.ศ. 2401 และดำเนินการสร้างพระนครคีรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2402 – 2405 โดยได้มีการก่อศิลาพระฤกษ์เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม เอกศก จ.ศ. 1221 (7 กรกฎาคม พ.ศ. 2402) การก่อสร้างครั้งนี้มีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ดำรงตำแหน่งพระสมุหกลาโหมเป็นแม่กองงานใหญ่ พระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (ท้วม บุนนาค) ปลัดเมืองเพชรบุรีเป็นนายงานควบคุมการก่อสร้าง (ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี) และกรมหมื่นราชสีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย) ทรงควบคุมด้านการออกแบบและงานช่าง โดยมีการเกณฑ์แรงงานชาวลาวโซ่ง หรือ ไททรงดำ มาเป็นแรงงาน[1] และจากการก่อสร้างดังกล่าวทำให้รัชกาลที่ 4 ทรงยกเว้นค่าที่นา หรือ ภาษีที่นาแก่ชาวลาวโซ่งและลาวพวน ดังข้อความในประกาศร่าง “ตราภูมิคุ้มห้ามค่านาแก่ไพร่หลวงบางเหล่าเป็นพิเศษ” (ปี พ.ศ. 2403) ความตอนหนึ่งว่า

 

“...ครั้นเมื่อปีมะเมียสัมฤทธิศ็ก เสด็จพระราชดำเนินไปประพาสเมืองเพชรบุรี ได้ทอดพระเนตรเห็นเขามหาสมณ ทรงเห็นว่าเป็นที่สบายชอบกล สมควรจะเป็นที่ประทับได้ จึงมีพระราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นแม่กองทำการที่เขามหาสมณ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงเกณฑ์”พวกลาวพวน ลาวทรงดำ มาทำการ แลการคัดศิลาถมที่ลุ่มแลปราบที่ดอน เป็นราชการหนักแรงมาก ฉะนั้นบัดนี้จึงเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมันตพงศพิสุทธ มหาบุรุษรัตโนดม บรมอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ที่สมุหพระกลาโหม กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ลาวพวน ลาวทรงดำ ได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณมากกว่าไพร่หลวงหมู่อื่น ตราภูมิซึ่งพระราชทานไว้ให้คุ้มห้ามอากรสมพักศรตลาดค่าน้ำทั้งปวงนั้น ก็ไม่มีที่จะใช้คุ้มห้ามสิ่งใดให้วิเศษกว่าไพร่หลวงหมู่อื่นได้ เพราะในเมืองเพชรบุรีการทำไร่ปลูกเพาะพืชผลต่างๆ แลการหากุ้งปลา แลค้าขายอย่างอื่นลาวหมู่นี้ก็ไม่ได้ทำเลี้ยงชีวิตของตน (หมายถึงลาวพวนและลาวทรงดำ-ผู้เขียน) ได้อาศัยแต่การทำนาอย่างเดียวเป็นที่เลี้ยงชีวิตจะขอรับพระราชทานยกค่านาให้โดยสมควร เพื่อจะได้เป็นกำลังทำราชการมากกว่าไพร่หลวงหมู่อื่น...”[2]

 

          ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จึงได้ทรงโปรดให้ทำตราภูมิคุ้มห้ามค่านาแก่ลาวพวน และลาวทรงดำ เพื่อที่จะได้ละเว้นการเก็บค่าที่นาดังข้อความในประกาศข้างต้น ความว่า

 

“...ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำตราภูมิพิเศษเป็นสำคัญให้ยกค่านาพระราชทานให้แก่ไพร่หลวง ลาวพวน ลาวทรงดำ เมื่องเพชรบุรี เสมอคนละแปดบาท ตั้งแต่จำนวนปีมะแม เอกศ็ก (พ.ศ. 2402) ไปทุกปี แล้วให้ตีพิมพ์แจกไปเป็นสำคัญ ในมือไพร่หลวงหมู่นั้นคนละฉบับ มีกำหนดได้เขียนชื่อคน ตำหนิ แลตำบลบ้านจำนวนนาถ้วนถี่ แล้วประทับตราภูมิคุ้มห้ามแลตรากรมเกษตราธิบดีว่ากรมนามาเป็นสำคัญทุกฉบับ...”[3]

         

ซึ่งประกาศฉบับนี้สอดคล้องกับบันทึกของ J.Thomson ซึ่งเป็นช่างภาพชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประมาณปี พ.ศ. 2408 เรื่อง Visit to Petchiburee” (แปลจาก The Straits of Malacca, Indo-China and China) กล่าวถึงสภาพวิถีชีวิตของชาวลาวที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานไว้ว่า

 

“...ทาสชาวลาวได้รับอนุญาตให้ปลูกข้าวบนที่ดินส่วนพระมหากษัตริย์โดยไม่เสียภาษี แต่พวกเขาถูกบีบบังคับใช้แรงงานทำงานให้แก่รัฐบาล 6 เดือน โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ทาสชาวลาวเหล่านี้เป็นผู้สร้างพระราชวังที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินสยาม โดยพวกเขาต้องหาเลี้ยงตนเองตลอดระยะเวลาของการทำงาน...”[4]

 

จากประกาศในรัชกาลที่ 4 และบันทึกของชาวต่างชาติข้างต้นเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า ชาวลาวพวน และลาวทรงดำถูกเกณฑ์แรงงานมาทำงานอย่างหนัก ซึ่งนอกเหนือจากประกาศในข้างต้นแล้วเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมาในเมืองเพชรเกี่ยวกับการก่อสร้างพระนครคีรีก็ยังเป็นที่เล่าขานกันมาถึงปัจจุบัน เช่น เรื่องอิฐห้าร้อย ที่กล่าวกันว่า เหล่าบรรดาครอบครัวของผู้ที่ถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานสร้างพระนครคีรีนั้นต้องช่วยกันเผาอิฐครอบครัวละ 200-500 แผ่นเพื่อปูพื้นบนเขาสมณทั้งสามยอด จนทำให้แต่ละครัวเรือนถึงกับเดือดร้อนอันเนื่องมาจากไม่มีค่าตอบแทนในการเผาอิฐและไม่สามารถไปทำงานอื่นๆเลี้ยงชีพเพราะต้องเผาอิฐเสร็จให้ทันตามกำหนด[5] นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2402 ได้มีการจ้างชาวลาวพวนและลาวโซ่งส่วนหนึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาถ้ำเขาหลวง ปรากฏในสารตรา พระยาศรีเสารราชภักดี มายัง พระยาเพชรบุรี ดังความตอนหนึ่งว่า

 

“...ให้ท่านพระยาเพชรบุรี จ้างลาวพวน ลาวทรงดำ ชายหญิง ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ริมเชิงเขา... ดูแลรักษาเขา ถ้ำวันละเฟื้อง...”[6]

 

ภายหลังจากที่การก่อสร้างพระนครคีรีแล้วเสร็จ ชาวลาวยังคงมีบทบาทต่อมาในการเป็นผู้รับใช้ และดูแลรักษาพระนครคีรี ที่รู้จักกันในนาม “เด็กชา” ปรากฏใน “พระราชหัตถเลขา ถึง พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าคัคณางคยุคล ซึ่งเสด็จไปเมืองเพ็ชร์บุรีกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔” ดังความว่า

 

“...จดหมายมายังชายคัคณางคยุคลของพ่อให้ทราบ บัดนี้ราชทูตเมืองปรุสเสียออกมาดูเมืองเพ็ชรบุรี ถ้าเขามาถึงแล้วจะต้องรับจับมือเขาให้เขายินดี แล้วชวนพาเขาขึ้นไปเที่ยวดูบนพระนครคีรี แล้วจงพาเขาเข้าไปดูในห้องนี้โดยสมควรเถิด แต่จงกราบเรียนคุณศรีสุริยวงษ์ให้ท่านบังคับให้เฝ้าที่แลชาวมหาเล็กเด็กชาไปกวาดแผ้วเสียก่อนอย่าให้รกรุงรัง แล้วให้มีผู้รักษาอย่าให้เงียบเหงาไป แลพาเขาไปเที่ยวตามทางบนเขาจนถึงพระเจดีย์พระนอนก็ได้...”[7]

 

ต่อมามหาดเล็กเด็กชาค่อยๆหมดบทบาทลงไปหลังจากที่รัชกาลที่ 5 เนื่องจากได้มีการก่อสร้างพระรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคตเสียก่อน) เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์คราวเสด็จแปรพระราชฐานแทนการประทับบนพระนครคีรี และนับแต่นั้นพระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อๆมาก็มีสถานที่ประทับของพระองค์แต่ละแห่ง อาทิ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และรัชกาลที่ 7 ทรงสร้างวังไกลกังวล เป็นต้น อย่างไรก็ตามในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ภาพของชาวลาวในการทำหน้าที่ดูแลแขกผู้มาเยือนพระนครคีรีก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ ดังเห็นได้จากพระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล ซึ่งได้มาร่วมงานพระราชพิธีฉลองพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2405 หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล ได้มาร่วมงานในครั้งนี้โดยในบันทึกของท่านได้กล่าวชื่นชมชาวเพชรบุรีที่มาในงานว่า มีกริยาเรียบร้อย ยิ้มแย้มแจ่มใส และยังกล่าวถึงคน ‘หาบ’ หมายถึงกลุ่มลาวโซ่งหรือไททรงดำ ดังความในบันทึกว่า

 

“...สำหรับคนเดินขึ้นไม่ไหว คนหาบเป็นพวกโซ่ง แต่งฟอร์มเด็กชาครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 สวยงาม คือใส่กางเกงผ้าม่อฮ่อมสีน้ำเงินแก่ และเสื้อผ่าเอวยาวแค่เข่าขลิบสีแดง มีผ้าคาดพุงอย่างผ้าขะม้า และดูงาม”[8]

 

หมายเหตุ

ภาพประกอบ : ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหาสมณาราม จ.เพชรบุรี เป็นภาพวาดพระนครคีรี สันนิษฐานว่ารูปบุคคลที่อยู่ด้านล่างของภาพคือ ชาวลาวโซ่ง หรือ ไททรงดำ

 

อ่านเรื่องราว ชาวลาวโซ่งและลาวพวนที่พระนครคีรีเพิ่มเติมได้จาก : ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์, ฃุนนางโซ่ง, 2551

 

 

อ้างอิง

กรมศิลปากร. ตามรอยฝรั่งเล่าความหลังเมืองพริบพรี (เพชรบุรี). กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2557.

จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2548.

จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2548

ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค),เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. กรุงเทพฯ: องค์การค้าคุรุสภา, 2526.

เบญจวรรณ ทัศนลีลพร. “การออกแบบพระนครคีรี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2543.

พูนพิสมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ประชุมพระนิพนธ์ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บำรุงบัณฑิต, 2529.154-155.

สุดารา สุจฉายา บรรณาธิการ.เพชรบุรี. กรุงเทพฯ: สารคดี, 2547.

สารตราพระยาศรีเสารราชภักดี มายังพระยาเพชรบุรี. มร 4 รล.กห 117.หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.

 


[1] เบญจวรรณ ทัศนลีลพร. “การออกแบบพระนครคีรี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2543. หน้า 176-177.

[2] คัดลอกจาก ประกาศร่างตราภูมิคุ้มห้ามค่านาแก่ไพร่หลวงบางเหล่าเป็นพิเศษ จาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2548 หน้า 259.

[3] เรื่องเดียวกัน.

[4] กรมศิลปากร. ตามรอยฝรั่งเล่าความหลังเมืองพริบพรี (เพชรบุรี). กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2557. หน้า 73.

[5] สุดารา สุจฉายา บรรณาธิการ.เพชรบุรี. กรุงเทพฯ: สารคดี, 2547. หน้า 110.

[6] สารตราพระยาศรีเสารราชภักดี มายังพระยาเพชรบุรี. มร 4 รล.กห 117.หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.

[7] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2548, หน้า 199.

[8] พูนพิสมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ประชุมพระนิพนธ์ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บำรุงบัณฑิต, 2529.154-155.

 

บทความโดย

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี