พระนครคีรี

คลังความรู้


รัชกาลที่4 กับเรื่องทางวิทยาศาสตร์ในเมืองเพชรบุรี

|
1012 ครั้ง
|
blog_2

วันวิทยาศาสตร์ของไทย เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2525 กล่าวคือ ด้วยพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จากปรากฎการณ์สุริยุปราคาที่พระองค์ได้ทรงคำนวนไว้ล่วงหน้า 2 ปี ณ หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เวลา 10 นาฬิกา 36 นาที 20 วินาที ในคราวนั้นพระองค์ได้ทรงเชิญคณะทูตานุทูต นักดาราศาสตร์ชาวต่างประเทศ และเซอร์ แฮรี ออด (Sir harry Ord) ผู้สำเร็จราชการสิงค์โปรร่วมสังเกตการณ์ด้วย และปรากฎการณ์สุริยุปราคาในครั้งนี้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวต่างชาติถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดย กำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปีเป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”[1]

นอกเหนือจากพระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์ของพระองค์ที่ได้กล่าวไปในข้างต้นแล้ว พระองค์ยังทรงมีความสนพระทัยวิทยาศาสตร์ในด้านอื่นๆ อาทิ แผนที่ ภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ฯลฯ สำหรับที่ เพชรบุรี ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ปรากฏหลักฐานว่าพระองค์ทรงนำเอาองค์ความรู้หรือวิทยาการทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้และพัฒนา เป็นต้นว่าเมื่อคราวก่อสร้างพระนครคีรี (พ.ศ. 2402-2405) เรื่องการตั้งเสาธงบนพระนครคีรี (ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหอชัชวาลเวียงไชย) พระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริที่จะป้องกันการเกิดอัสนีบาต (ฟ้าผ่า) ดังนั้นจึงมีรับสั่งถึงเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้เป็นแม่กองงานและกรมหมื่นราชสีหวิกรม ผู้ควบคุมทางงานช่าง ความว่า

 

“...เสาทงบนยอดเฃานั้นฉันเหนยังเลกยังต่ำอยู่ ถ้าคิดจะทำเสียใหม่ให้สูงขึ้นมีสายรยางค์กอดไว้ให้มั่นคงถ้ารังเกียจกลัวฟ้าอยู่ ก็ทำสายเหลกเปนรยางค์ไว้สายหนึ่งชักสายฟ้า ฤๅจะทำแถบทองเหลืองติดเสาลงมาก็ได้ จะให้หลวงวิสุทอโยธามาตย์ออกไปคิด ฃองอย่างนี้ทำไว้หลายแห่งก็ดีอยู่จะได้ดูฤทธิ์รู้ธรรมดาไฟฟ้า ไว้คิดรักษาสิ่งฃองใหญ่ๆ แลตึกดินต่อไป...”[2]

 

ดังนั้นจากข้อความดังกล่าวก็ทำให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้และตระหนักถึงวิทยาการเกี่ยวกับสายล่อฟ้าและการป้องกันฟ้าผ่าโดยเป็นการนำมาประยุกต์ในกับสิ่งก่อสร้างที่อยู่บนที่สูง ขณะเดียวกันสำหรับ หอชัชวาลเวียงไชย[3] ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพระที่นั่งราชธรรมสภา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหอที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะใช้ทอดพระเนตรปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ โดยเรื่องดาราศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระนครคีรีนั้น มีบันทึกว่าในปี พ.ศ. 2404 (จ.ศ. 1223) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมายังพระนครคีรีเพื่อทอดพระเนตรดาวพุธ โดยในจดหมายเหตุหมอบลัดเล ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า

 

“... พฤศจิกายนที่ ๑๒ ดาวพุฒเข้าดวงพระอาทิตย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรที่เขาวังเมืองเพ็ชรบุรี...”[4]

 

          ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2407 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีความประสงค์จะได้วัดแดดวัดดาวเพื่อที่จะหาละติจูดและลองติจูดรวมทั้งเพื่อที่จะได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่ของราษฎร ดังนั้นจึงมีรับสั่งให้เตรียมการสำหรับเดินทางจากเมืองเพชรบุรีไปยังเมืองราชบุรีและเมืองกาญจนบุรี โดยพระองค์ได้เสด็จโดยทรงเรือพระที่นั่งอัคราชวรเดชจากพระนครไปประทับที่พระนครคีรีแล้ววันถัดมาจึงเริ่มเดินทาง ซึ่งช่วงที่เสด็จในพื้นที่เมืองเพชรบุรี ในเวลาเที่ยงได้ทรงวัดแดดหนึ่งครั้งที่บ้านเขาย้อย ดังข้อความพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ความว่า

 

“...ครั้น ณ วันจันทร์ เดือน ๓ แรม ๓ ค่ำ ก็ทรงเรือพระที่นั่งอัคราชวรเดชไปประทับที่พระนครคีรีราตรีหนึ่ง...

ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันพุธ เดือน ๓ แรม ๕ ค่ำ ก็ยกพยุหยาตราโดยสถลมารค ล่วงมรรคามาถึงพลับพลาที่ประทับแรมบ้านทุ่งป่าคา [ล่วงมรรคา] ได้ ๔๐๐ เส้น

ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๓ แรม ๖  ค่ำ ”เสด็จยกพยุหยาตรามาถึงบ้านเขาย้อย ประทับร้อน เวลาเที่ยง ได้ทรงวัดแดดครั้งหนึ่ง แล้วเสด็จไปถึงด่านบางน้ำเคม สิ้นแดนเมืองเพชรบุรี ทาง ๓๐๐ เส้น รวมทาง ๗๐๐ เส้น...”[5]

 

          จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นทั้งหมดย่อมแสดงให้เห็นว่านอกเหนือจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อเมืองเพชรบุรีในด้านของการพัฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้น เช่น การสร้างถนน การสร้างสะพาน และอาคารตึกต่างๆแล้ว ยังทรงได้นำวิทยาการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับพระราชวัง พระนครคีรี ด้วยเช่นกันทั้งในด้าน ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ และภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระปรีชาสามารถของพระองค์ในด้านวิทยาศาสตร์ที่ป็นที่ประจักษ์และยกย่องจากชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

หมายเหตุ

          สำหรับปรากฎการณ์ดาวพุธซ้อนทับกับดวงอาทิตย์ (พ.ศ. 2404) สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก : ประกาศ ประกาศดาวพระเคราะห์พุธเข้าในดวงพระอาทิตย์ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๒ ค่ำ ปีระกา ตรีศก.

 

 

 

 

 

 

อ้างอิง

คัดลอกจาก “จดหมาย จดหมายถึงกรมหมื่นราชสีหฯและเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เรื่องการก่อสร้าง. หอสมุดแห่งชาติ หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นดินสอ จศ. 1222 (พ.ศ.2403) เลขที่ 113.

จอมเกล้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2548.

ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา. เล่าเรื่องพระจอมเกล้าฯ. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด,2548.

ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสิทร์ รัชกาลที่ ๔. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2558.

ประชุมพงศาวดารภาคที่ 12 เรื่อง จดหมายเหตุของรัชทูตฝรั่งเศสเข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ แลจดหมายเหตุของหมอบลัดเลในรัชกาลที่ 4 ที่ 5. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2462. พิมพ์ในงานศพนางแขวิรัชเวชกิจ.

 


[1] ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา. เล่าเรื่องพระจอมเกล้าฯ. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด,2548, หน้า 52.

[2] คัดลอกจาก “จดหมาย “จดหมายถึงกรมหมื่นราชสีหฯและเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เรื่องการก่อสร้าง”. หอสมุดแห่งชาติ หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นดินสอ จศ. 1222 (พ.ศ.2403) เลขที่ 113.

[3] เป็นอาคารผังกลม ด้านนอกล้อมด้วยเสา 8 ต้น ล้อมผนังด้านในมีปนะตูทางเข้าไปยังบันได้เวียนขึ้นไปชั้นบน มีหลังคาครึ่งวงกลมรูปโดม

[4] ประชุมพงศาวดารภาคที่ 12 เรื่อง จดหมายเหตุของรัชทูตฝรั่งเศสเข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ แลจดหมายเหตุของหมอบลัดเลในรัชกาลที่ 4 ที่ 5. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2462. พิมพ์ในงานศพนางแขวิรัชเวชกิจ, หน้า 50.

[5] เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสิทร์ รัชกาลที่ ๔. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2558. หน้า 214-215.

 

บทความโดย

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี