พระนครคีรี

คลังความรู้


ดาวพระเคราะห์พุธเข้าในดวงพระอาทิตย์

|
200 ครั้ง
|
blog_2

ในเวลาเข้าสู่ศักราชใหม่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการออกประกาศสงกรานต์ ปรากฏในประชุมประกาศ รัชกาลที่ 4 ว่าประกาศสงกรานต์ฉบับแรกที่ค้นพบ มีมาตั้งแต่ปีมะเมีย สัมฤทธิศก พ.ศ. 2401 รายละเอียดของประกาศสงกรานต์ ว่าด้วยการเข้าสู่ศักราชใหม่ วันสำคัญสำหรับกำหนดประกอบพระราชพิธี พิธีกรรม ตลอดจนเทศกาลต่างๆ ในพระราชอาณาจักร เพื่อที่ราษฎรจะได้ทราบวัน เวลา ที่แน่ชัดในการประกอบกิจการงานต่างๆ ในปีนั้นๆ โดยประกาศสงกรานต์นี้ เป็นหนึ่งในประกาศที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง นอกเหนือไปจากประกาศอื่น ๆ เพื่อทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสื่อสารกับราษฎรในเรื่องราวต่างๆ  ประกาศสงกรานต์ในรัชสมัยนี้  พระองค์ยังทรงเพิ่มเติมเรื่องของปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับวันเวลา เอาไว้ในประกาศสงกรานต์ด้วย ดังเช่นประกาศสงกรานต์ ปีระกา ตรีศก พ.ศ. 2404 ซึ่งเป็นปีที่มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ทั้ง ดาวหาง สุริยุปราคา รวมถึงปรากฏการณ์ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์

“...ในปีระกาตรีศกนี้ จะมีสุริยุปราคาครั้งหนึ่ง ในวันจันทร์เดือน ๘๘ ขึ้นค่ำ ๑ เวลาเช้าจะจับเปนบาทคราธ อนึ่งจะมีเหตุประหลาดอีกอย่างหนึ่ง คือในวันจันทร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๙ ค่ำ เวลาเที่ยงแล้ว ๑๓ นาที ดวงพระเคราะห์พุธจะเข้าไปในดวงอาทิตย์ข้างทิศอิสาณ แล้วจะเลื่อนมาใกล้กลางดวงเวลาบ่าย ๒ โมง ๑๔ นาที แล้วจะเลื่อนมาออกจากดวงพระอาทิตย์ข้างทิศหรดีเวลาบ่าย ๔ โมง ๑๔ นาที ดวงพระเคราะห์พุธนั้นเล็กนัก ดูตาเปล่าจะไม่เห็น ถ้าเอากล้องส่องใหญ่ๆ ที่สาปด้วยแก้วแดงคงจะเห็นดวงพระเคราะห์พุธจุดดำเดินอยู่ในดวงพระอาทิตย์ดังทายนี้เปนแท้...”

ต่อมา ในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2404 ตรงกับวันจันทร์ เดือน 11 แรม 2 ค่ำปีระกา ตรีศก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงออกประกาศอีกฉบับหนึ่งที่น่าสนใจ ดังนี้

ประกาศดาวพระเคราะห์พุธเข้าในดวงพระอาทิตย์

มีพระบรมราชโองการให้ประกาศให้การทราบแก่ผู้จะได้อ่านประกาศนี้ทั้งปวง วันอังคาร เดือนสิบสอง ขึ้นสิบค่ำ ( ตรงกับวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404) ดวงพระเคราะห์พุธจะเข้าในดวงพระอาทิตย์ ว่าตามจะเห็นที่กรุงเทพมหานคร แรกเริ่มกระทบเข้าทางทิศอิสาณค่อนข้างบุรพาเห็นดำเปนเม็ด จดขอบพระอาทิตย์แหว่งเข้าไปนิดหนึ่ง เมื่อเวลาเที่ยงแล้วกับ ๑๔ นาทีแล้วจุดดำนั้นจะเลื่อนเดินไปในดวงพระอาทิตย์ โอนไปข้างทิศปัจจิมเฉียดขวางไปถึงที่ฦก เพียงเท่าส่วนที่หกของดวงพระอาทิตย์ ค่อนอยู่ข้างเหนือส่วนหนึ่งไม่ถึงกลาง ถ้าจะเปนคราธก็ควรว่าฉฬางคคราธเข้าไปส่วนหนึ่งหรือ ๕ ส่วน จะเห็นดังนี้เมื่อเวลาบ่าย ๒ โมงกับ ๑๓ นาที แล้วจุดดำนั้นก็จะเดินไปทิศพายัพออกข้างทิศพายัพค่อนข้างทิศอุดร หลุดจากดวงพระอาทิตย์เวลาบ่าย ๔ โมงกับ ๒๐ นาที การที่เปนดังนี้ต่อดูด้วยกล้องส่องที่มีแว่นสีเขียว หรือน้ำเงินหรือสีแดงสาบบังตาจึงจะเห็นได้ ด้วยดวงพระพุธเปนจุดดำนั้นเล็กนัก ถ้าดูด้วยกล้องสาบด้วยกระจกสีดังนี้ คงจะเห็นได้ทุกเวลาเข้าแลถึงกลางแลออกดังทายไว้นี้แล อนึ่งเมื่อใดๆ ถ้ามีผู้ดูด้วยกล้องดังนี้ มักเห็นจุดดำแลแผลด่างในดวงพระอาทิตย์เนืองๆ เขื่องบ้างย่อมบ้าง อันนั้นมิใช่พระเคราะห์เข้าเปนแต่ด่างแด่นในดวงพระอาทิตย์นั้นเอง ลอยไปลอยมาหันหายไป ๑๒ วัน ๑๓ วัน แล้วกลับมาอีก แล้วย้ายที่ไปต่างๆ จะทายเอาแน่ไม่ได้ แต่ในครั้งนี้มิใช่อย่างนั้น พระเคราะห์พุธจะเข้าเปนแท้นานๆ ถึง ๒๒ ปี ขึ้นไปจึงมีครั้งหนึ่ง แล้วเว้นไป ๒ ปีมีอีกครั้งหนึ่งเปนธรรมดา แต่ลางทีเปนเสียในกลางคืนที่กรุงเทพมหานครนี้ไม่เห็น ครั้งนี้จะเห็นจึงทายมาเพื่อจะให้รู้ การบนฟ้ามนุษย์สังเกตทายล่วงหน้าไว้ได้ อะไรเห็นปลาดบนฟ้าไม่ควรที่จะเก็บเอาเปนเหตุมาตื่นกันต่างๆ ต้นเหตุที่เปนมีผู้รู้เขารู้ได้แล้ว ซึ่งทายครั้งนี้ทายตามเวลาซึ่งจะเห็นที่กรุงเทพมหานคร แลกรุงเก่าแลเมืองลพบุรี ถ้าจะทายตามที่จะเห็นในเมืองฝั่งทเลไทยข้างตวันออก คือเมืองปราจิณบุรี เมืองฉะเชิงเทรา เมืองชลบุรี ต้องทายเพิ่มเข้า ๒ นาทีทุกระยะ ถ้าจะทายที่เมืองจันทบุรีแลเมืองตราดต้องเพิ่มเข้าถึง ๓ นาที ถ้าจะทายในเมืองฝั่งทเลไทยข้างตะวันตกคือเมืองราชบุรี เมืองสมุทสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองนครศรีธรรมราช แลเมืองฝ่ายเหนือ ตั้งแต่เมืองไชยนาทขึ้นไปจนถึงเมืองกำแพงเพชรแลเมืองตากให้ทายลดเสีย ๒ นาทีทุกระยะ ในเมืองกาญจนบุรีเมืองชุมพรเมืองไชยาให้ทายลดเสีย ๓ นาทีทุกระยะ แต่ที่เมืองสงขลาทายเหมือนกรุงเทพมหานครจึงจะถูกกับนาฬิกาแลซึ่งได้ประกาศมาแต่ก่อน ในประกาศมหาสงกรานต์ว่าจะเปนดังนี้ ในวันจันทรเดือนสิบสอง ขึ้นเก้าค่ำนั้นผิดไป เพราะครั้งนี้รีบจะให้ตีพิมพ์คำณวนหยาบอยู่หาเลอียดไม่

ประกาศมาณวันจันทร์ เดือนสิบเอ็ดแรมสองค่ำ ปีระกาตรีศก

 

ครั้นถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน ศกเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรปรากฏการณ์ดาวพุธผ่านหน้าพระอาทิตย์ โดยเสด็จฯ ไปอดพระเนตรที่ พระนครคีรี พระราชวังแห่งใหม่ ที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นตั้งแต่ปีขาล ฉศก พ.ศ. 2402 บนเขามหาสวรรค์ เมืองเพชรบุรี การเสด็จพระราชดำเนินไปเมืองเพชรบุรีในครั้งนี้ ปรากฏหลักฐานเป็นข้อความสั้นๆ ในจดหมายเหตุหมอบรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในสยาม และตั้งกิจการหนังสือพิมพ์ขึ้น โดยในจดหมายเหตุดังกล่าว ระบุว่า

“พฤศจิกายน ที่ 12 ดาวพระพุฒเข้าดวงพระอาทิตย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรที่เขาวังเมืองเพ็ชรบุรี”

สาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องเสด็จฯ มาทอดพระเนตรปรากฏการณ์ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ที่พระนครคีรี วรพล ไม้สน รองเลขาธิการสมาคมดาราศาสตร์ไทยอธิบายว่า เพราะในพระนครมองไม่เห็นเส้นขอบฟ้า ขณะที่พระนครคีรี ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา รายรอบไปด้วยพื้นที่ทุ่งโล่ง ทำให้สังเกตปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ง่ายกว่า

พระนครคีรี บนยอดเขามหาสวรรค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหมู่พระที่นั่งที่ประทับ ตลอดจนอาคารประกอบไว้ครบถ้วน สำหรับแปรพระราชฐานยังเมืองเพชรบุรี โดยเสด็จฯ มาประทับที่พระนครคีรีอยู่สม่ำเสมอตลอดรัชสมัย และในคราวเสด็จฯ มาสังเกตปรากฏการณ์ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ใน พ.ศ. 2404 นั้น  จุดที่จะทรงสังเกตปรากฏการณ์ได้ดี น่าจะเป็น หอชัชวาลเวียงไชย อันเป็นหนึ่งในอาคารที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เป็นรูปทรงประภาคาร ด้วยจุดประสงค์เพื่อเป็นกระโจมส่องสว่างให้สัญญาณแก่เรือ ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับทรงสังเกตการณ์ด้านดาราศาสตร์

 

 

บทความโดย วสันต์ ญาติพัฒ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี