พระนครคีรี

คลังความรู้


พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กับธรรมเนียมใหม่ สมัยรัชกาลที่ 4

|
734 ครั้ง
|
blog_2

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กับธรรมเนียมใหม่ สมัยรัชกาลที่ 4

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับเป็นพระราชพิธีสำคัญในราชสำนัก อาจจะกล่าวว่าสำคัญที่สุดก็ว่าได้ ด้วยเหตุที่พระราชพิธีดังกล่าวเป็นพิธีที่แสดงออกถึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรแห่งหนึ่งแห่งใดอย่างสมบูรณ์ ซึ่งไทยได้รับอิทธิพลนี้มาจากอินเดีย ที่อารยันอันประกอบด้วยวรรณะทั้ง 4 ได้ประชุมกันเลือกพระเจ้าแผ่นดิน และจัดพิธีราชสูรยะ ซึ่งประกอบไปด้วยการอภิเษก การกระทำสัตย์ และการถวายราชสมบัติ[1]

ในขณะที่ไทยเรียกพิธีนี้ว่า บรมราชาภิเษก ซึ่งมีความหมายว่า  “การรดน้ำ” โดยการรดน้ำถือว่าเป็นสาระสำคัญที่สุดของพิธีดังกล่าว ขณะที่ตะวันตก ในพิธีบรมราชาภิเษก (Coronation) ถือเอาการสวมมงกุฎเป็นสาระสำคัญที่สุดของพิธี

แบบแผนธรรมเนียมของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น ได้รับเอาแบบแผนการบรมราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยามาเป็นแบบแผนหลัก โดยเฉพาะการบรมราชาภิเษกครั้งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งยังมีผู้รู้แบบแผนธรรมเนียมอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้มีการปราบดาภิเษกแต่สังเขปขึ้นก่อนในปีขาล จัตวาศก ตรงกับพุทธศักราช 2325 ครั้นถึงปีมะเส็ง สัปตศก ตรงกับพุทธศักราช 2328 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชดำริว่า พระนคร ตลอดจนพระราชนิเวศมณเฑียรสถานได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ควรมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตามตำรา จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ปรึกษาพร้อมกันตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเต็มตำราอีกครั้งหนึ่ง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีสาระสำคัญกล่าวโดยสรุปคือ มีการตั้งแต่งสถานที่สรงมุรธาภิเษกไว้พร้อม พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์มีกำหนด 3 วัน จากนั้นในวันที่ 4 เป็นวันบรมราชาภิเษก ทรงสรงมุรธาภิเษกแล้ว เสด็จมายังหมู่พระมหามณเฑียรประทับพระที่นั่งอัฐทิศ รับน้ำอภิเษกตามทิศทั้ง 8 แล้วเสด็จมาประทับที่พระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ตลอดจนพระแสง และเครื่องราชูปโภคสำคัญจากพราหมณ์ จากนั้น เสด็จฯ ออกประทับพระที่นั่งเศวตฉัตร ณ ท้องพระโรงหน้าให้ขุนนางฝ่ายทหาร พลเรือนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพร้อมกัน ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายบรรดาสิ่งซึ่งมีพระราชอาณาจักรจากอรรคมหาเสนาบดี และจตุสดมภ์ทั้ง 4 รวมถึงข้าราชการฝ่ายในทูลเกล้าฯ ถวายสิบสองท้องพระคลัง จากนั้นเสด็จฯ สู่พระมหามณเฑียร ทรงประกอบพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ครั้นเสร็จการพระราชพิธีแล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชพระนคร 3 วัน และพระราชทานนามพระนครในคราวนี้ด้วย[2]

ครั้นถึงรัชกาลต่อมา คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้มีการเพิ่มเติมธรรมเนียมบางอย่างอันเกี่ยวเนื่อง เช่น การเสด็จเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พระราชพิธีอุปราชาภิเษกกรมพระราชวังบวรสถานมงคล การสถาปนาพระราชาคณะ และสถาปนาพระราชวงศานุวงศ์ พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่ข้าราชการ รวมถึงการสักเลขไพร่พล และเดินสวนเดินนา[3] ธรรมเนียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคราวนี้ คงปฏิบัติสืบมาในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 4

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรและเสด็จสวรรคตเมื่อวันพุธเดือน 5 ขึ้นค่ำหนึ่ง เวลา 8 นาฬิกา 5 บาทเศษ ตรงกับวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2394 พระราชวงศานุวงศ์ เสนาบดี และขุนนางผู้ใหญ่ ได้ทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร มายังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และทูลเชิญขึ้นสืบราชสมบัติต่อไป ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น จึงทรงลาผนวช และเสด็จฯ มาประทับอยู่ที่พลับพลาตรงข้างโรงแสงต้น (บริเวณพระที่นั่งบรมพิมานในปัจจุบันนี้) ระหว่างรอพระฤกษ์บรมราชาภิเษก

ครั้นถึงเดือน 6 ปีกุนตรีศกนั้น โหรมีชื่อได้คำนวณพระฤกษ์จารึกพระสุพรรณบัฏ และดวงพระบรมราชสมภพแล้ว ได้คำนวณพระฤกษ์บรมราชาภิเษกทูลเกล้าฯ ถวาย กำหนดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2394 โดยพระราชพิธีเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 6 เป็นต้นไป

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรายละเอียดพรรณนาเอาไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ (ขำ  บุนนาค) จากพระราชพงศาวดารฉบับดังกล่าว พบว่ามีการกล่าวถึงธรรมเนียมใหม่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้หลายตอนซึ่งมีความน่าสนใจ พอจะอธิบายได้ดังนี้

พระปรมาภิไธย และพระนามแผ่นดิน

ขั้นตอนแรก ก่อนมีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในทุกรัชกาล คือ จากจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกร ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนที่จะมีการบรมราชาภิเษกในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ปีกุนตรีศก ก่อนหน้านั้น ในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 6 โหรมีชื่อได้ตั้งบายศรี บายศรีทอง บายศรีเงิน บายศรีตอง และมีการจารึกพระปรมาภิไธยลงในพระสุพรรณบัฏ หรือแผ่นทองคำ ซึ่งในครั้งนี้ มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่ จากเดิมที่พระนามของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 เหมือนกันดังนี้

         พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชา ธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตร วรนารถนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลยคุณอขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์ โลกเชฏฐวิสุทธิ์ รัตนมกุฎประเทศคตามหาพุทธางกูร บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในพระนิพนธ์ “ความทรงจำ” ถึงเรื่องนี้ไว้ ความตอนหนึ่งว่า

“...ถึงสมัยรัตนโกสินทร์นี้ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 มาจนตลอดรัชกาลที่ 3 จารึกพระนามในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี” เหมือนกันทุกพระองค์ เมื่อรัชกาลที่ 2 คนเรียกแผ่นดินรัชกาลที่ 1 ว่า แผ่นดินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ครั้นมาถึงรัชกาลที่ 3 มีพระเจ้าแผ่นดินล่วงแล้วเป็น 2 พระองค์ คนทั้งหลายจึงมักเรียกรัชกาลที่ 1 ว่า “แผ่นดินต้น” เรียกรัชกาลที่ 2 ว่า “แผ่นดินกลาง” พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรังเกียจว่าเป็นอัปมงคล เพรามีต้นมีกลางก็ต้องมีปลาย รัชกาลของพระองค์จะเหมือนเป็นสุดท้าย จึงทรงบัญญัติให้เรียกรัชกาลก่อนตามนามพระพุทธรูป ที่ทรงสร้างอุทิศถวายพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 2 พระองค์นั้น ให้เรียกรัชกาลที่ 1 ว่า แผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และเรียกรัชกาลที่ 2 ว่า แผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 มีปัญหาเกิดขึ้นอีกว่า จะเรียกรัชกาลที่ 3 อย่างไร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า ควรวางระเบียบการเรียกพระนามพระเจ้าแผ่นดินเสียให้ยุติ อย่าให้เกิดปัญหาต่อไป เมื่อทำบรมราชาภิเษกจึงโปรดฯ ให้เปลี่ยนคำจารึกพระสุพรรณบัฏ เอาพระนามเดิมขึ้นตั้งต้นว่า “สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ”แทนที่เคยขึ้นต้นว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี” และให้เพิ่มคำสำหรับเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า “พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ลงข้างท้ายสร้อยพระนาม...”[4]

พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรวมถึงพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน ๆ ด้วย โดยโปรดเกล้าฯ ให้เรียกรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พร้อมกันนี้ โปรดเกล้าฯ ให้เรียกรัชกาลของพระบรมเชษฐาธิราชว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อันมาจากพระนามเดิมคือ พระองค์เจ้าทับ

พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ที่ขึ้นต้นด้วย ปรเมนทร นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในพระนิพนธ์เรื่องเดียวกันว่า ทรงมีพระราชดำริให้ใช้สลับกับ ปรมินทร สำหรับรัชกาลเลขคี่ ขณะที่ ปรเมนทร ใช้กับรัชกาลเลขคู่ ในเรื่องนี้ ภาวาส บุนนาค ได้อธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง พระปรมาภิไธยสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ว่า พระราชดำริดังกล่าวของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งหมายเฉพาะให้สลับรัชกาลต่อไปในภายหน้า หาได้ทรงมุ่งหมายให้ย้อนกลับขึ้นไปใช้กับรัชกาลก่อนๆ ด้วยไม่[5]

นอกจากนี้ ในหนังสือของภาวาส บุนนาค ยังได้ชี้ให้เห็นต้นเค้าของการเฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่ในรัชกาลนี้ด้วยว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นผู้ผูกพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยอ้างถึงพระนิพนธ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เรื่อง ตำรับพระบรมราชาภิเษก สัปดมะราชมหาจักรีวงศ์ ความตอนหนึ่งว่า

         พระปรมานุชิตเชื้อ         ชิเนนทร์สง ฆะราชเอย

สมเด็จบิตุลาองค์                    เอกเจ้า

ขนานพระอะภิไธยมง               คละเทิด ปะฐมแฮ

สมเด็จพระจอมเกล้า                กษัตร์แก้วโกสินทร์ ฯ

ชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2394 เป็นวันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเริ่มจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงสรงมุรธาภิเษก จากนั้นเสด็จฯ เข้าในหมู่พระมหามณเฑียร ประทับพระที่นั่งอัฐทิศ ทรงรับน้ำสังข์และน้ำพระปริตรแล้ว เสด็จมาประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ และทรงกล่าวพระบรมราชโองการเป็นปฐมแล้ว ในเวลาต่อมา เสด็จออกประทับที่นั่งราชบัลลังก์ ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรเพื่อให้ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสรรพสิ่งในราชอาณาจักร และถวายพระพรชัยมงคล ในการเสด็จออกมหาสมาคมคราวนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวต่างประเทศบรรดาที่อยู่ในพระนคร รวมถึงเจ้าประเทศราชทั้งหลายเข้าเฝ้าฯ ในการเสด็จออกมหาสมาคมด้วย ดังความในพระราชพงศาวดารว่า

บรรดาแขกเมืองต่างประเทศ เขมร ลาวลื้อ ลาวเมืองหลวงพระบาง เมืองน่าน อันเป็นเมืองมาอ่อนน้อม ถวายต้นไม้ทองเงินเป็นเครื่องราชบรรณาการ ซึ่งเข้ามาค้างอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร กับพวกอังกฤษ อเมริกัน วิลันดา โปรตุเกศ แขกเทศมะลายู ซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ณกรุงเทพมหานคร แต่ก่อนมิได้มีธรรมเนียมที่จะเข้าประชุมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเวลานี้ โดยทรงพระมหากรุณาเมตตาแก่คนต่างประเทศ ก็โปรดฯ ให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วยจะได้เชยชมพระบรมสิริวิลาศเห็นวิเศษ ในการพระบรมราชาภิเศก[6] 

ในพระนิพนธ์เรื่อง ความทรงจำ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

“...ทรงแก้ประเพณีเก่าอีกอย่างหนึ่งในวันเสด็จออกมหาสมาคมในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ด้วยพระราชทานบรมราชานุญาตให้พวกฝรั่งที่อยู่ในกรุงเทพฯ เข้าเฝ้าด้วย เรื่องนี้ในเวลานั้นก็ไม่มีใครเห็นเป็นการแปลกประหลาดนัก เพราะเป็นแต่มีฝรั่งสัก 10 คนเข้าไปยืนเฝ้าอยู่ข้างหลังแถวที่ขุนนางหมอบ แต่การนั้นมีผลมาก (ถึงมาเป็นประโยชน์ในการเมืองภายหลัง...) เพราะฝรั่งเหล่านั้นพากันเขียนบอกข่าวออกไปถึงนานาประเทศ ว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์ใหม่ทรงเปลี่ยนขนบธรรมเนียมหันเข้าหาอริยธรรมอย่างฝรั่งผิดกับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นๆ ทางตะวันออก ฝรั่งตามต่างประเทศพากันพิศวง เริ่มเกิดไมตรีจิตติดต่อประเทศสยามผิดกว่าแต่ก่อน แม้ด้วยทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...”[7]

เสด็จเลียบพระนคร

ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว  หลังจากนั้น 5 วัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการเลียบพระนครโดยทางสถลมารคในวันอังคารแรม 5 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2394 ธรรมเนียมการเสด็จเลียบพระนครนั้น มีมาแต่รัชกาลที่ 1 โดยมีขึ้นภายหลังบรมราชาภิเษกแล้ว กระบวนเสด็จพระราชดำเนินนั้น จัดเป็นกระบวนเต็มยศใหญ่ ตลอดระยะทางเสด็จตั้งราชวัตร ปักฉัตรเบญจรงค์ 7 ชั้น และตั้งร้านน้ำเรียงรายเป็นระยะ มีการนำทรายมาปรับพื้นถนนให้ราบเรียบ ครั้นถึงกำหนด เสด็จฯ ออกจากพระบรมมหาราชวังไปตามถนนรอบพระบรมมหาราชวังนั้น แล้วเสด็จฯ กลับเข้าพระบรมมหาราชวัง

ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารค ได้เพิ่มเติมธรรมเนียมใหม่กล่าวคือ จากเดิมที่เป็นการเสด็จฯ โดยพระราชยานพร้อมกระบวนแห่ห้อมเสด็จฯ โดยรอบพระบรมมหาราชวังรอบหนึ่ง เป็นการเสด็จฯ ไปยังพระอารามสำคัญ โดยในคราวนั้น เสด็จฯ ไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อนมัสการพระรัตนตรัย และถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ครั้นแล้วทรงเปลี่ยนเครื่องทรง เป็นเครื่องพิชัยยุทธ ทรงพระมาลาเส้าสูง เสด็จฯ กลับเข้าพระบรมมหาราชวัง ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินทรงโปรยเงินเหรียญตรามงกุฎ ซึ่งเป็นของทำขึ้นในรัชกาลใหม่พระราชทานแก่ราษฎรตลอดสองข้างทางเสด็จฯ

ภายหลังเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารคแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า

“...พระมหากษัตริย์แต่ก่อนเลียบพระนครก็แต่ทางสถลมารควันเดียวเท่านั้น ครั้งนี้เห็นว่าราษฎรนิยมชมชื่นทั่วกัน เรือพระที่นั่ง แลเรือต่างๆ มีอยู่เป็นอันมาก ไม่มีการสิ่งไร เก็บไว้ก็ไม่มีผู้ใดเห็น ครั้งนี้จะแห่พยุหยาตราเรือ ให้ราษฎรเชยชมพระบรมโพธิสมภารทั่วกันอีกคราวหนึ่ง จะได้เป็นเกียรติยศปรากฏไปภายหน้า...”

ในพระราชพงศาวดารฯ กล่าวถึงจำนวนเรือพระที่นั่ง และเรือตามเสด็จในกระบวนพยุหยาตราเลียบพระนครคราวนี้ว่ามีมากถึง 269 ลำ จำนวนพลพาย 10,000 คนเศษ นอกจากนี้ยังมีเรือนอกกระบวนอีก 50 ลำเศษ

การเสด็จเลียบพระนครทางชลมารคในครั้งนั้น ปฏิบัติเช่นเดียวกับการเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารค กล่าวคือ เสด็จฯ ไปยังพระอารามสำคัญ โดยในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคนั้น เสด็จฯ ไปวัดบวรนิเวศวิหาร  ทรงนมัสการพระพุทธชินศรี ถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์ในพระอารามนั้น แล้วจากนั้นเสด็จฯ โดยทางชลมารค ตามคลองรอบกรุง มาถึงวัดอรุณราชวราราม เสด็จฯ เข้าไปทรงนมัสการพระรัตนตรัยในพระอุโบสถ ทรงถวายไทยธรรมแล้วเสด็จฯ กลับพระบรมมหาราชวัง ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ในพระราชพงศาวดารฯ กล่าวว่า โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานกลึงไม้เป็นรูปผลกัลปพฤกษ์ ทาสีแดง สีเขียว บรรจุเงินไว้ เป็นจำนวนกว่าหมื่น พระราชทานลอยตามกระแสน้ำ ตลอดระยะทางเสด็จฯ ให้ราษฎรที่มาเฝ้าชมพระบารมีอยู่สองฝั่งน้ำ

ธรรมเนียมของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่พระราบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้จัดขึ้นดังที่กล่าวมานี้ อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะยังมีธรรมเนียม และรายละเอียดอีกบางส่วน ในพระราชพิธี ซึ่งบางอย่างได้ยกเลิกไปหลังจากนั้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงในรัชกาลต่อๆ มา แต่ธรรมเนียมดังกล่าวข้างต้นนี้ นับว่าเป็นธรรมเนียมสำคัญที่ได้เป็นแบบแผนในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต่อมาในทุกรัชกาล เช่นการเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล และโปรดเกล้าฯ ให้คณะทูตานุทูตเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย การเสด็จเลียบพระนครทั้งทางชลมารคและทางสถลมารค โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปสำคัญยังพระอารามรอบพระนคร ตลอดจนถึงแบบแผนของการเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระมหากษัตริย์ แบบแผนธรรมเนียมดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความแตกฉานในราชประเพณี ตลอดจนศาสนา และอักษรศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระราชวิสัยทัศน์อันแยบคาย อันจะนำพาสยามราชอาณาจักร เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้อย่างราบรื่น ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อประชาราษฎรสยาม ดังที่ทรงมีพระราชดำรัสในคราวเกิดดาวหาง เมื่อปีระกา ตรีศก ตรงกับพุทธศักราช 2404 ความตอนหนึ่งว่า

“...พระเจ้าแผ่นดิน คนทั้งปวงยกย่องตั้งไว้เป็นที่พึ่ง ใครมีทุกข์ร้อนถ้อยความประการใดก็ย่อมมาร้องให้ช่วย ดังหนึ่งทารก เมื่อมีเหตุแล้ว ก็ร้องหาบิดามารดา เพราะฉะนั้น พระเจ้าแผ่นดิน ชื่อว่าคนทั้งปวงยกย่องให้เป็นบิดามารดาของตัวแล้ว ก็มีความกรุณาแก่คนทั้งปวง ดังหนึ่งบิดามารดากรุณาแก่บุตรจริงๆโดยสุจริต...”

 


[1] ณัฏฐภัทร จันทวิช, พระราชพิธีบรมชาภิเษก, กรมศิลปากร, 2530, หน้า 13.

[2] โปรดดูเพิ่มเติมใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ  บุนนาค)

[3] โปรดดู พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 2 พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

[4] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ความทรงจำ, 2514, กรุงเทพฯ ,แพร่พิทยา, หน้า 139 -140.

[5] ภาวาส  บุนนาค,พระปรมาภิไธยสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์,2543, กรุงเทพฯ,  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน้า 11 -12.

[6] ทิพากรวงศ์ฯ,เจ้าพระยา.พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4. 2548,กรุงเทพฯ ,กรมศิลปากร,หน้า 17.

[7] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เรื่องเดิม, หน้า 125.

 

บทความโดย วสันต์ ญาติพัฒ