พระนครคีรี

คลังความรู้


พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญกับรัชกาลที่ ๔

|
58 ครั้ง
|
blog_2

               พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีสำคัญแห่งหนึ่งในราชสำนักที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม การเพาะปลูก  โดยแต่เดิมนั้นมีแค่เพียงพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีที่พราหมณ์จะเป็นผู้ประกอบพิธีขึ้น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเพิ่มการประกอบพระราชพิธีทางพุทธศาสนาที่มีพระสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ในการสวดมนต์ทำขวัญพืชพันธุ์ และบูชาพระคันธารราษฎร์ เพื่อความมงคลแก่การเพาะปลูกและให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เรียกว่าพระราชพิธีพืชมงคล แต่ด้วยประกอบพระราชพิธีในเวลาใกล้กัน จึงได้รวมเรียกว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

                พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ คำว่า จรด หมายถึง  จด ถึง จ่อให้ถึง และคำว่า นังคัล เป็นภาษาบาลีแปลว่า ไถ ซึ่งหมายถึงการลงไถครั้งแรก โดยมีพราหมณ์เป็นผู้จัดการประกอบพิธีกรรม อย่างในการบวงสรวงพระผู้เป็นเจ้า และเหล่าเทพยาดา และการทำนาย เพื่ออำนวยอวยผลให้การเพาะปลูกในประเทศมีความงดงาม ซึ่งพระยาแรกนา ที่เป็นผู้ไถนาครั้งแรกเป็นผู้แทนจากพระมหากษัตริย์ที่ได้รับพระราชทานธำมรงค์มณฑปนพเก้าและพระแสงปฏัก แก่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นเจ้าพระยาพลเทพที่รับผิดชอบเมื่อครั้งยังใช้ระบบจตุสมภ์ และให้เกษตรธิบดีประจำกระทรวงเกษตราธิการ จนถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

                เว้นแต่เมื่อครั้งรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ เจ้าพระยาพลเทพ (หลง) เป็นพระยาแรกนาในช่วงฝนแล้ง ในระหว่างปีกุน พ.ศ.๒๔๐๖ ถึงปีฉลู พ.ศ.๒๔๓๘ ซึ่งฝนแล้งติดต่อกันสามปี ทำให้ราษฎรไม่พอใจ พากันติเตียนหยาบคาย จึงทรงโปรดให้เจ้าพระยาภูธราภัยเป็นพระยาแรกนา ด้วยฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พระยาภูธราภัยเป็นพระยาแรกนาตลอดชีวิต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกย่องว่าเป็นผู้แรกนาดี และทรงรับสั่งว่า ต่อไปภายหน้าถึงเจ้าพระยาภูธราภัยจะป่วยไข้แรกนาไม่ได้ ก็จะโปรดให้ในวงศ์ญาติของพวกนั้น (เจ้าพระยาภูธราภัย) เป็นผู้แรกนา เมื่อพระยาภูธราภัยถึงอสัญกรรมแล้ว จึงได้ให้พระยาอภัยรณฤทธ์เป็นพระยาแรกนาตามพระกระแสรับสั่ง จนพระยาอภัยรณฤทธิ์ป่วยแรกนาไม่ได้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงทรงโปรดให้ พระยาภาสกรวงศ์ที่เกษตรธิบดี เป็นเจ้าของตำแหน่งพระยาแรกนา

                มณฑลพิธีนั้นจะประกอบขึ้นที่ท้องสนามหลวงในปัจจุบันหน้าพลับพลาพระที่นั่งที่เป็นทีประทับทอดพระเนตรสำหรับพระมหากษัตริย์ ซึ่งแต่ก่อนนั้นไม่ได้กำหนดสถานที่ตั้งพระราชพิธี ยกเว้นเสียจะทรงโปรดทอดพระเนตรการจัดพระราชพิธี จึงจะจัดบริเวณหน้าพระที่นั่งหน้าท้องสนามหลวง หรือที่จะทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นในที่อื่น อย่างเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้มีการประกอบพิธีที่หลังวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง ด้วยช่วงเวลานั้นทรงปฏิสังขรณ์วัด และทรงจะใคร่ทอดพระเนตรพระราชพิธี ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดเกล้าให้จัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นที่ทุ้งส้มป่อย ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณสนามม้านางเลิ้ง และเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรหนึ่งครั้ง ซึ่งภายหลังโปรดให้มีการแรกนาที่หัวเมืองเพิ่มขึ้น ที่เมืองกรุงเก่า[1] และที่เมืองเพชรบุรี ซึ่งจะมีของหลวงพระราชทานให้[2] ซึ่งพระองค์ได้เสด็จทอดพระเนตรพระยาเพชรบุรี (บัว) แรกนาที่เขาเทพพนมขวด[3]ครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง

                ซึ่งพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีที่ประชาชนนิยมชมชอบ เมื่อพระยาแรกนากลับจากเสร็จพระราชพิธี ประชาชนก็จะเข้ามาแย่งเก็บข้าว จนไม่เหลืออยู่ในท้องนา เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๔ ก็ทรงโปรดให้ไปตรวจสอบว่ามีข้าวเหลืองอกบ้างหรือไม่ ก็ไม่พบเหลืออยู่จนงอกเลย เมื่อครั้งทอดพระเนตรพิธีที่เพชรบุรี พอคนที่เข้ามาแย่งเก็บพันธุ์ข้าวปลูกออกไปหมดแล้ว ก็รับสั่งให้ตำรวจหลายคนออกไปค้นหาเมล็ดข้าวว่าจะเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ก็ไม่ได้มาเลยจนสักเมล็ดหนึ่ง พันธุ์ข้าวปลูกที่เก็บนั้น ไปใช้เจือในพันธุ์ข้าวปลูกของตัวเอง ให้เกิดเป็นสวัสดิมงคลแก่ที่นาบ้าง ไปใส่ปนลงไว้ในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงามบ้าง

อ้างอิง

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : แสงดาว, ๒๕๕๖

*จากภาพคือทุ่งท้องนาและสระน้ำบริเวณหน้าพระนครคีรี สันนิษฐานว่าพื้นที่ปัจจุบันอยู่บริเวณตรงข้ามวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 

 

บทความโดย

นายกฤษฎา ทองทา ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี

 


[1] จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน

[2] สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

[3] เขาพนมขวด