พระนครคีรี

คลังความรู้


พระปรางค์แดง : เค้าลางศิลปกรรมแบบเขมรบนพระนครคีรี

|
1041 ครั้ง
|
blog_2

พระปรางค์แดง (หรือ เจดีย์แดง) ตั้งอยู่บนยอดเขาตะวันออกของเขามหาสวรรค์ (เขาวัง) ในบริเวณเดียวกับกลุ่มโบราณสถานวัดพระแก้ว(น้อย) โดยตั้งอยู่ตรงข้ามหอระฆัง พระอุโบสถและพระสุทธเสลเจดีย์ ด้านข้างของพระปรางค์แดงมีศาลา 1 หลังตั้งอยู่ด้านข้าง และบริเวณโดยรอบยังมีอาคารศาลาตั้งอยู่อีก 2 หลัง 

พระปรางค์แดง เป็นปรางค์ทรงจตุรมุข ก่ออิฐถือปูนทาสีแดงทั้งองค์ (ดังนั้นชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกเจดีย์ทรงปรางค์นี้ว่า "เจดีย์แดง") ส่วนบน(ชั้นซ้อน) ซ้อนกัน 5 ชั้น ภายในองค์ปรางค์ มีแท่นประดิษฐานพระพุทธรูป (ปัจจุบันประดิษฐานพระไพรีพินาศจำลอง) ข้างในปรางค์มีลักษณะโปร่งตั้งแต่ชั้นเรือนธาตุจนถึงชั้นซ้อนของปรางค์ (ซึ่งรูปแบบดังกล่าวต่างจากรูปแบบปรางค์โดยทั่วไป ที่มักจะทำส่วนเรือนธาตุโปร่งและถัดขึ้นไปชั้นซ้อนจะมีลักษณะทึบ) ขณะเดียวกันก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของปรางค์แบบเขมรอยู่ คือ การทำส่วนยอดเรือนซ้อนชั้นมีลักษณะอวบอ้วนและมีระบบย่อมุมทั้งสี่ด้าน กึ่งกลางของชั้นซ้อนทำเป็นช่องวิมานมีเสาและกรอบซุ้มวงโค้ง ดังนั้นจึงแตกต่างจากรูปแบบของเจดีย์ทรงปรางค์ช่วงรัชกาลที่ 1-3 ที่มีรูปแบบของการทำเจดีย์ทรงปรางค์โดยสังเขปคือ ทำปรางค์มีลักษณะเพรียว สูงชะลูดมีการประดับกลีบขนุนและบรรพแถลงติดกับผนังในแต่ละชั้นและส่วนของบรรพแถลงได้รวมเป็นส่วนเดียวกับช่องวิมานและใบขนุน (กลีบขนุน) ซึ่งมีสภาพเป็นใบขนุนแปะกับผนัง นอกจากนี้ทางเข้าของมุขในแต่ละด้านทำหลังคาซ้อนกันสองชั้น ส่วนทางเข้าด้านหน้าทำเป็นหลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น ตรงส่วนของหลังคานี้ประกอบไปด้วยช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์ปูนปั้น นอกจากนี้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมพระปรางค์แดงยังสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานกับรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ภายในพระปรางค์แดงมีโครงสร้างหลังคา ที่เรียกว่า แบบหลังคาก่อเหลื่อม (Corbel Vault) ในขณะที่ภายนอกบริเวณช่องวิมานได้ทำคานเป็นรูปแบบซุ้มแบบคานโค้ง (Segmental pediments)

มูลเหตุในการสร้างนั้น เกิดจากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ในคราวเสด็จประพาสเพชรบุรีเพื่อทอดพระเนตรการบูรณะพระพุทธรูป ณ ถ้ำเขาหลวงและการก่อสร้างพระนครคีรี เมื่อเดือน 12 ขึ้น 13 ค่ำ ปีมะแม เอกศก จ.ศ. 1221 (พ.ศ.2402) ได้ทรงเห็นว่าบริเวณลานกว้างแห่งนี้ (บริเวณลานหน้าวัดพระแก้วน้อย) เพียงพอที่จะสร้างปราสาทศิลาได้ ประกอบกับพระองค์ทรงโปรดปราสาทศิลาแบบเขมร ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จกลับจากเพชรบุรี ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระสุพรรณพิศาล เจ้าเมืองปราจีนและขุนชาญวิชา มีเนื้อหาโดยสังเขปว่า "พระองค์ประสงค์ปราสาทศิลา “เมืองพุทไธสมัน” ซักหลังหนึ่ง โดยให้ขุนชาญวิชา กับ พระสุพันพิสาร เป็นผู้เลือกปราสาทและขนย้ายมา" นอกจากนี้ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี ได้กล่าวว่า "ใน พ.ศ. 2402 ทรงพระราชดำริว่า... “ปราสาทศิลาเมืองเขมรมีมากนัก ถ้าปราสาทย่อมๆรื้อมาทำไว้ที่เขามหาสวรรค์ปราสาท 1 วัดปทุมคงคาปราสาท 1 ก็จะเป็นเกียรติยศไปภายภาคหน้า จึงโปรดฯ ให้พระสุพรรณพิศาล ขุนชาติวิชาออกไปเที่ยวดูที่เมืองหลวงพระนครธม พระนครวัด เมืองพุทไธสมัน ขุนชาติวิชากลับเข้ามากราบทูลว่าได้ไปดูหลายแห่งทั่วทุกตำบลแล้ว ที่เมืองอื่นๆ มีอยู่แต่ปราสาทใหญ่ๆทั้งนั้น จะรื้อเข้ามาเห็นจะไม่ได้ ปราสาทไผทตาพรหมอยู่ที่เมืองนครเสียมราฐ มีอยู่ 2 ปราสาทสูง 6 วา พอจะรื้อเอามาได้ จึงโปรดฯให้มีตราออกไปเกณฑ์คนเมืองพระตะบอง เมืองนครเสียมราฐ เมืองพนมศก ให้พระสุพรรณพิศาลไปรื้อปราสาทไผทตาพรหมแบ่งเป็น 4 ผลัดๆ ละ500 คน ให้แบ่งเป็นกองชักลากบ้าง กองส่งบ้าง จากพุทไธสมันมาลงเรือที่เมืองกบิลบุรี แล้วให้พระยาสระบุรีนำลงมาสู่กรุงเทพ...”

ชื่อ “เมืองพุทไธสมัน” ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4 ดังข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ให้พระสุพรรณพิศาล ขุนชาติวิชาออกไปเที่ยวดูที่เมืองหลวงพระนครธม พระนครวัด เมืองพุทไธสมัน” นับเป็นชื่อที่แยกออกมาจากชื่อ นครวัด-นครธม อันเป็นชื่อที่รู้จักโดยทั่วกันและสะท้อนให้เห็นว่าเป็นชื่อเมืองหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่อยู่แยกออกมาต่างหากจากนครวัด-นครธม รวมทั้งต้องมีความสำคัญในระดับหนึ่งที่ชนชั้นปกครองของสยามนั้นรับรู้ดังปรากฎในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้อสันนิษฐานหนึ่งปรากฎในงานของ พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ เรื่อง ศิลปกรรมเขมรในพระราชประสงค์รัชกาลที่ 4 ได้เสนอว่าปราสาทศิลาเมืองพุทไธสมันนั้นคือ “ปราสาทศิลาบันทายฉมาร์” โดยอ้างถึงข้อมูลจากจารึกทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง ทิศตะวันออก แผ่นที่พบ ซึ่งพบในวัดพระเขตุพลวิมลมังคลาราม อันเป็นจารึกในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ปรากฏชื่อเมืองพุทไธสมันพร้อมระบุว่าเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพมหานคร (สยาม) และยังพบชื่อ พุทไธสมัน ปรากฏอยู่ในแผนที่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยตำแหน่งของ พุทไธสมัน นั้นตั้งอยู่บริเวณทางเหนือของกัมพูชาและติดกับชายแดนอีสานบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ ขณะที่ ศานติ ภักดีคำ ก็ได้ให้ความเห็นที่สอดคล้องกับหลักฐานแผนที่สมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวคือคำว่า “พุทไธสมัน” เป็นคำเดียวกับ “บันทายฉมาร์” และเมื่อพิจารณาจากแผนที่ในปัจจุบันจะพบว่าวัดพุทไธสมันจะตั้งอยู่ใกล้กลับปราสาทบันทายฉมาร์ อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยปราสาทที่มีขนาดใหญ่ยากแก่การจะรื้อมาสร้างบนพระนครคีรี ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อปราสาทไผทตาพรหมแทน ซึ่งปราสาทไผทตาพรหมดังข้อความที่ปรากฎในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี มีข้อความตอนหนึ่งว่า “เมืองอื่นๆ มีอยู่แต่ปราสาทใหญ่ๆทั้งนั้น จะรื้อเข้ามาเห็นจะไม่ได้ ปราสาทไผทตาพรหมอยู่ที่เมืองนครเสียมราฐ มีอยู่ 2 ปราสาทสูง 6 วา พอจะรื้อเอามาได้” ซึ่งเชื่อกันว่า ปราสาทไผทตาพรหมดังกล่าวนั้นคือ ปราสาทตาพรหม นั้นเองและเป็นไปได้ว่ารูปแบบของพระปรางค์แดงบนพระนครคีรีก็ได้สร้างเลียนแบบปราสาทในกลุ่มปราสาทตาพรหมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ในปัจจุบันบริเวณระเบียงคดของปราสาทตาพรหมยังปรากฎกองหินที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุลได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกองหินเหล่านี้ว่าอาจจะเป็นกองหินที่ถูกรื้อลงมาเพื่อเตรียมขนย้ายมายังพระนครคีรีสำหรับสร้างพระปรางค์ตามพระราชประสงค์

อย่างไรก็ตามระหว่างการรื้อปราสาท เมื่อวันเดือน 6 ขึ้น 9 (วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2403) ได้มีพวกเขมรประมาณ 300 คนเข้ามาไล่ฆ่าฟันพวกรื้อปราสาท และได้ฆ่าพระสุพรรณพิศาล พระวังและบุตรของพระสุพรรณพิศาลตาย ณ ที่แห่งนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องจึงได้รับสั่งให้รื้อปราสาทผไทตาพรหมมาให้จงได้และชำระผู้ร้ายนี้ให้ได้ แต่เหล่าเสนาบดีได้ทัดทานไว้ด้วยเหตุผลว่า “ปราสาทศิลาที่เมืองเขมรนั้นกษัตริย์โบราณให้ทำไว้เพื่อเกียรติยศติแผ่นดิน และมิอาจทราบได้ว่าแต่ละหลังสร้างไว้มากี่ปีหากรื้อลงมาและไม่สามารถประกอบขึ้นใหม่ได้ก็จะเป็นที่เสียเกียรติยศของพระองค์เอง (รัชกาลที่ 4) อีกทั้งอิฐหินแต่ละก้อนนั้นมีน้ำหนักมากยากต่อการขนย้าย” ดังนั้นพระองค์จึงให้งดการรื้อปราสาทผไทตาพรหมแต่ยังคงการชำระความผู้ร้าย แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังโปรดให้สร้างปราสาทแบบเขมรขึ้นที่เขามหาสวรรค์ (เขาวัง) โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม นายช่างคนสำคัญเป็นผู้ออกแบบ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ประการหนึ่งการสร้างพระปรางค์แดงบนพระนครคีรีนั้นสะท้อนให้เห็นถึงพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 4 ในการมีเครื่องแสดงถึงเกียรติยศของพระองค์ ซึ่งรูปแบบงานศิลปกรรมแบบเขมรนั้นมีความหมายถึงพระราชอำนาจทางการเมืองของผู้นำของรัฐสยามในขณะนั้น หรืออีกนัยหนึ่งการสร้างพระปรางค์แดงบนพระนครคีรีอาจเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการตอกย้ำถึงขอบเขตพระราชอำนาจของพระองค์ว่ามีพระราชอำนาจเหนือดินแดนทางเขมรและควบคู่ไปกับการนำอิทธิพลตะวันตกมาปรับใช้และสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมต่างๆบนพระนครคีรีเพื่อเป็นที่ประจักษ์แก่ชาติมหาอำนาจตะวันตกในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง :

กรมศิลปากร. พระนครคีรี. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรมศิลปากร, 2530.

ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสิทร์ รัชกาลที่ ๔. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2558.

เบญจวรรณ ทัศนลีลพร. “การออกแบบพระนครคีรี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2543.

พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์. “ศิลปกรรมแบบเขมรในพระราชประสงค์รัชกาลที่ 4”, วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับภาษาไทย, ปีที่ 34 ฉบับที่ 3 (2557), 65-83.

พัสตราภรณ์ แก่นพรม. “รูปแบบพระปรางค์และสถาปัตยกรรมที่มียอดปรางค์ในรัชกาลที่ 4-6”. วารสารหน้าจั่ว, ฉบับที่ 11 (2557), 226-253.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พุทธศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ : พัฒนาการของงานช่างและแนวคิดที่ปรับเปลี่ยน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2556.

 

บทความโดย :

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณสถานแห่งชาติ พระนครคีรี