พระนครคีรี

คลังความรู้


พระสุทธเสลเจดีย์ : หนึ่งในเจดีย์แบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 4

|
986 ครั้ง
|
blog_2

พระสุทธเสลเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ประธานตั้งอยู่หลังวิหารวัดพระแก้วน้อย บนยอดเขาทางทิศตะวันออกของพระนครคีรี (เขาวัง) องค์เจดีย์สูง 4 วา 2 ศอก หรือประมาณ 9 เมตร ฐานกว้างประมาณ 6 วา ศิลาหนา 15 นิ้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้างพระเจดีย์องค์นี้ 30 ชั่ง (ประมาณ 2,400 บาท) ภายหลังจากการสร้างองค์พระเจดีย์แล้วเสร็จ ได้มีกำหนดการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ให้เลื่อนกำหนดนั้นออกไปเพื่อรอให้การสร้างพระปรางค์แดงและพระวิหาร (วัดพระแก้วน้อย) แล้วเสร็จเสียก่อน จนกระทั่งทั้งพระวิหารและพระปรางค์แล้วเสร็จ จึงโปรดเกล้าให้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดใหญ่จำนวน 7 พระองค์ เมื่อวันพุธขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 จ.ศ. 1224 ( 7-10 พฤษภาคม พ.ศ. 2405) และได้มีการสมโภช 4 คืน โดยพระบรมสารีริกธาตุได้ประดิษฐานอยู่ในผอบห้าชั้น ได้แก่ ผอบทอง ผอบนาก ผอบเงิน ผอบจันทร ผอบศิลา เป็นชั้นๆ รวมทั้งยังมีพระพุทธรูปทองเหลืองกะไกล่ทอง ประดิษฐานอยู่ภายในเจดีย์ด้วยเช่นกัน

พระสุทธเสลเจดีย์มีความหมายว่า พระเจดีย์ที่สร้างด้วยหินอันบริสุทธิ์ (หรืออาจหมายถึงสร้างด้วยหินล้วนๆ) กล่าวคือ คำว่า “สุทธ” หมายถึง “หมดจด, สะอาด, ล้วน, แท้” และคำว่า “เสล” (อ่านว่า เส-ละ) หมายถึง ศิลา พระเจดีย์องค์นี้ออกแบบโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม นายช่างหลวงในขณะนั้นและให้ช่างชาวจีนสกัดจากเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี จากนั้นจึงส่งเข้ามาประกอบเป็นเจดีย์ที่พระนครคีรี ซึ่งแต่เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเรียกพระสุทธเสลเจดีย์องค์นี้ว่า “พระเจดีย์เพชรภูมิไพโรจน์” (อาจเพื่อให้สอดคล้องกับพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์) และ “พระเสลเจดีย์สถูป” ซึ่งเป็นชื่อที่พ้องกับ “เสลาเจติยะ” ที่อยู่ประเทศศรีลังกา กล่าวคือ ในคัมภีร์มหาวงศ์ได้กล่าวว่า เสลาเจติยเป็นสังเวชนียสถานสำคัญหรือเป็นหนึ่งในสถานที่ 16 แห่งที่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการเสด็จมาลังกาของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล นัยยะหนึ่งชื่อเรียกของพระเจดีย์องค์นี้จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงและการให้ความสำคัญกับพุทธศาสนาในลังกาอยู่ไม่น้อย ประการหนึ่งอาจสืบเนื่องมาจากเมื่อครั้งพระองค์ (รัชกาลที่ 4) ยังทรงผนวชและทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารก็ได้ทรงทราบเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางพระพุทธศาสนาจากพระธรรมฑูตลังกาที่มาจำพรรษาอยู่ รวมทั้งครั้งหนึ่งพระองค์ยังทรงเป็นประธานคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายส่งคณะสงฆ์ไทย 6 รูป ไปยังศรีลังกา พร้อมทั้งไปสักการบูชาศาสนสถาน 9 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือที่ “พระเสลเจดีย์” ด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันรูปแบบของพระสุทธเสลเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ทำด้วยศิลา (หิน) สีเขียวอมเทา ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ 2 ชั้น กล่าวคือ ฐานชั้นแรกเป็นฐานในผังแปดเหลี่ยม มีบันไดขึ้นไปสู่ชั้นที่สอง ส่วนชั้นที่สองเป็นฐานในผังกลม มีซุ้มจระนำ 3 ด้าน ส่วนด้านที่ติดกับพระวิหารนั้นไม่มีซุ้มจระนำ สำหรับองค์เจดีย์อยู่ในผังกลม ฐานรองรับประกอบด้วย ฐานบัวคว่ำ-หงายถัดขึ้นมาเป็นชุดมาลัยเถา 3 ชั้นและฐานบัวลูกแก้วอกไก่ จากนั้นจึงเป็นองค์ระฆัง ด้านบนเป็นบัลลังก์สี่เหลี่ยม ก้านฉัตรที่มีเสาหานล้อมรอบ ถัดขึ้นไปด้านบนคือบัวฝาละมี ปล้องไฉนทรงกรวยและปลียอด ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นงานศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 4 หรืออาจกล่าวได้ว่าพระสุทธเสลเจดีย์เป็นส่วนหนึ่งในบรรดาเจดีย์แบบพระราชนิยมรัชกาลที่ 4   ซึ่งยังพบในหลายแห่ง เช่น พระเจดีย์ประธานวัดบวรนิเวศ หรือ ปาสาณเจดีย์ (หมายถึง พระเจดีย์ศิลา) เจดีย์ประธานวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นต้น

ขณะที่งานศึกษาบางชิ้นได้ตั้งข้อสังเกตว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจนำเอารูปแบบเจดีย์ทรงลังกามาจากเจดีย์จำลองที่ทางศรีลังกามอบให้เมื่อครั้ง สยามส่งคณะสมณทูตไปยังลังกาใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เช่น เจดีย์ทรงลังกาจำลองจากประเทศศรีลังกา โลหะกะไหล่ทอง ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระบรมมหาราชวัง (ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) หรือ เช่น เจดีย์ทรงลังกาจำลองจากประเทศศรีลังกา โลหะกะไหล่ทองในคูหาพระเจดีย์ประธานวัดบรมนิวาส จังหวัดกรุงเทพมหานคร แต่ถึงกระนั้นก็ตามหากพิจารณารูปแบบเจดีย์จะพบว่า รูปแบบของเจดีย์นั้นมีบางประการที่เพิ่มเติมหรือแตกต่างจากเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา เช่น ส่วนของเสาหารที่ก้านฉัตรเป็นต้น แต่กลับเป็นลักษณะ/รูปแบบที่ปรากฏในเจดีย์ทรงระฆังสมัยอยุธยา ดังนั้นเจดีย์ทรงระฆังที่เป็นแบบพระราชนิยมจึงมีความเป็นไปได้ว่าได้รับแบบมาจากเจดีย์ทรงระฆังในสมัยอยุธยา เพราะรักษารูปแบบเจดีย์ทรงระฆังแบบอยุธยาไว้ทุกส่วน เพียงแต่ขนาดและสัดส่วนอาจจะแตกต่างไปจากเดิม และส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาเช่นการเพิ่มเติมเจดีย์ประจำมุมในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้น

          นอกจากเรื่องทางด้านรูปแบบแล้วพระสุทธเสลเจดีย์ยังสะท้อนถึงสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมอยู่ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ พระสุทธเสลเจดีย์นั้นอาจเปรียบได้กับพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นที่พระอินทร์ทรงประทับอยู่ โดยเมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้งของพระสุทธเสลเจดีย์โดยเอายอดเขาทางด้านที่ตะวันตกเป็นหลัก จะพบว่าพระสุทธเสลเจดีย์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในระดับที่ใกล้เคียงกับความสูงของพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทซึ่งตั้งอยู่ทางยอดเขาทางทิศตะวันตกของพระนครคีรีประกอบกับเป็นองค์เจดีย์มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ดังนั้นพระสุทธเสลเจดีย์จึงเปรียบเสมือนเจดีย์จุฬามณี และพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทก็เปรียบเสมือนที่ประทับของพระอินทร์ซึ่งตามคติเรียกว่า “วิมานไพชยนต์”ดังนั้นคติที่กล่าวถึงพระอินทร์ว่าพระองค์มักจะเสด็จมาสักการะพระเจดีย์จุฬามณีเป็นประจำนั้น ก็เทียบเท่าได้กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเสด็จมาสักการะพระสุทธเสลเจดีย์นั้นเอง ยิ่งไปกว่านั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ยังทรงทำให้พระสุทธเสลเจดีย์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการทำน้ำพระพุทธมนต์ผ่านองค์พระเจดีย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการแสดงให้เห็นถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ของพระสุทธเสลเจดีย์ผ่านการทำน้ำมนต์ โดยพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ทรงออกแบบบริเวณโดยรอบของเจดีย์ให้มีการวางตุ่มเคลือบรองรับน้ำฝนที่จะไหลผ่านองค์เจดีย์ ซึ่งตุ่มแต่ละใบจะมีผ้ายันต์ที่รัชกาลที่ 4 ทรงเขียนไว้และผ้ายันต์เหล่านี้ยังเอาไว้ใช้ในการกรองเศษฝุ่น ผงละอองสิ่งสกปรกต่างๆไม่ให้ลงไปตุ่ม ส่วนด้านล่างของตุ่มจะมีก๊อกสำหรับไขเอาน้ำมนต์ไปใช้ต่อไป จึงทำให้เห็นได้ว่าพระสุทธเสลเจดีย์จึงมิได้มีความสำคัญเพียงแค่รูปแบบทางสถาปัตยกรรมเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงความสำคัญทางด้านคติความเชื่อรวมอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

 อ้างอิง :

เบญจวรรณ ทัศนลีลพร. “การออกแบบพระนครคีรี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2543.

พิชญา สุ่มจินดา. ถอดรหัสพระจอมเกล้า. กรุงเทพฯ: มติชน, 2557.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเมืองเพชร. เพชรบุรี: บริษัทเพชรภูมิการพิมพ์จำกัด, 2542. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์สายพิณ เปี่ยมสง่า วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2542).

 

พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์. “พระสุทธเสลเจดีย์ : หลากความสำคัญ ณ พระนครคีรี”, ศิลปวัฒนธรรม, 33, 4 (กุมภาพันธ์ 2555) : 36-41.

ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พุทธศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ : พัฒนาการของงานช่างและแนวคิดที่ปรับเปลี่ยน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2556.

 

 

บทความโดย

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี