พระนครคีรี

คลังความรู้


ตราพระบรมราชสัญลักษณ์พระมหาพิชัยมงกุฎ : ตราประจำรัชกาลที่ 4 บนพระนครคีรี

|
1741 ครั้ง
|
blog_2

ตราพระบรมราชสัญลักษณ์พระมหาพิชัยมงกุฎที่ปรากฏอยู่บนพระนครคีรีนั้น แต่เดิมอยู่ที่หน้าบันด้านทิศตะวันออกของพระวิหารน้อย (หรือที่บุคคลทั่วไปมักเรียกพระอุโบสถ หรือ โบสถ์วัดพระแก้วน้อย) ศิลปะรัตนโกสินทร์ ภายในหน้าบันปูนปั้นประกอบด้วยตรงกลางเป็นตราพระมหาพิชัยมงกุฎ (เปล่งพระรัศมี) บนพานแว่นฟ้าขนาบข้างด้วยฉัตร 7 ชั้น รอบๆประดับไปด้วยลวดลายก้านขดออกปลายเป็นลายกนก ปัจจุบันหน้าบันชิ้นนี้ได้จัดแสดงอยู่ในอาคารทิมดาบองค์รักษ์ (จุดประชาสัมพันธ์)

“พระมหาพิชัยมงกุฎ” เป็นตราสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ซึ่งที่มาของตราพระมหาพิชัยมงกุฎนั้นอาจจะมาจากพระนามเดิมของพระองค์ในพระสุพรรณบัฏ คือ "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติวงศ์ พงอิศวรกษัตริย์ ขัติยราชกุมาร" (พระนามภายหลังประกอบพระราชพิธีลงสรงเมื่อมีพระชนมายุ 9 พรรษา พุทธศักราช 2355) และถือเป็น จุดเปลี่ยน ของการทำลวดลายประดับหน้าบันรูปแบบใหม่ กล่าวคือ แต่เดิมการทำลวดลายประดับหน้าบันของวัดในสมัยโบราณในรูปแบบไทยประเพณีมักจะนิยมประดับประติมากรรมสัญลักษณ์ คือ พระนารายณ์ทรงสุบรรณ (ทรงครุฑ)  อยู่กึ่งกลางล้อมรอบด้วยลายกระหนกหรือกระหนกเปลว* เสมอ ต่อมาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำลวดลายประดับหน้าบันโดยเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างแบบไทยประเพณีและแบบพระราชนิยม (รัชกาลที่3) เช่น งานประดับกระจกลายพรรณพฤกษาที่หน้าบัน อาทิ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ หน้าบันพระอุโบสถวัดราชนัดดาราม เป็นต้น

จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่4) จึงเกิดรูปแบบการทำตราพระบรมราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์แทนในตำแหน่งดังกล่าว ประกอบไปด้วย พระมหามงกุฎ พร้อมด้วยพระขรรค์บนพานแว่นฟ้า โดยตราดังกล่าวเริ่มปรากฏครั้งแรกที่หน้าบันพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีบันทึกว่า พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ช่างสร้างตราพระบรมราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ไว้ที่ซุ้มสาหร่ายด้านหน้าพระพุทธชินสีห์ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ตรัสเล่าว่า เป็นตราพระบรมราชสัญลักษณ์แรกที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างขึ้น ในขณะที่พระองค์ยังทรงผนวชครองวัดแห่งนี้อยู่ ในช่วงเวลาเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงครองราชย์เป็นกษัตริย์ในขณะนั้น และในคราวที่รัชกาลที่ 3 เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้าพระกฐิน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ด้วยความเกรงพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 4 จึงมีรับสั่งให้นำพระบฎขึ้นบังไว้ จนกระทั่งต่อมาครั้นยกยอดพระปรางค์วัดอรุณ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่3) ทรงประดิษฐานนำ “มงกุฎ” (จากพระประธาน-พระพุทธรูปทรงเครื่องวัดนางนอง) มาประดิษฐานเหนือยอดนภศูล จึงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารัชกาลที่ 4 ก็มิได้ทรงปิดบังตราพระบรมราชสัญลักษณ์มงกุฎของพระองค์ และใช้ตราพระบรมราชสัญลักษณ์ดังกล่าวแทนพระองค์ ประการหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับตราพระบรมราชสัญลักษณ์พระมหาพิชัยมงกุฎนั้นคือ ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์แล้ว มักจะมีการทำฉัตรมาขนาบข้างตราพระบรมราชสัญลักษณ์เสมอ

ความหมายของตราพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น ได้มีผู้ตีความไว้ว่า ประการแรกหมายถึง สัญลักษณ์ของความเป็นกษัตริย์อันเนื่องมาจากพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องกกุธภัณฑ์ ประการที่สอง พระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นามว่า “เจ้าฟ้ามงกุฎ” จึงทรงใช้รูปพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นอาจหมายถึงสัญลักษณ์ของยอดวิมานพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงสื่อถึงความเป็นอินทรคติ หรือความเป็นสมมติเทพของพระมหากษัตริย์ในฐานะพระอินทร์ได้เช่นกัน ส่วนสาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างตราพระบรมราชสัญลักษณ์ดังกล่าวนั้นอาจเป็นเพราะในรัชสมัยของพระองค์เป็นช่วงที่เข้าสู่ความเป็นสัจนิยม (Realism) คือเป็นช่วงเวลาที่เกิดแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นอิทธิพลทางความคิดจากตะวันตกที่แพร่กระจายเข้ามาในสยาม ประกอบกับพระองค์ก็ให้ความสนใจกับวิทยาการของตะวันตกด้วยเช่นกันจึงทำให้พระองค์เลือกที่จะสร้างตราพระบรมราชสัญลักษณ์ดังกล่าวแทนพระองค์

 

หมายเหตุ :

*กระหนกเปลว หมายถึง ลายกนกที่มีทรงเรียวเพรียว ยอดสะบัดคล้ายเปลวไฟ

 

อ้างอิง :

ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสิทร์ รัชกาลที่ ๔. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2558.

พิชญา สุ่มจินดา. ถอดรหัสพระจอมเกล้า. กรุงเทพฯ: มติชน, 2557.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเมืองเพชร. เพชรบุรี: บริษัทเพชรภูมิการพิมพ์จำกัด, 2542. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์สายพิณ เปี่ยมสง่า วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2542).

ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พุทธศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ : พัฒนาการของงานช่างและแนวคิดที่ปรับเปลี่ยน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2556.

สันติ เล็กสุขุม. งานช่าง คำช่างโบราณ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2557.

 

บทความโดย

พนมกร นวเสลา

ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี